บทความ

ความรู้ ข่าวสาร ที่นักธุรกิจต้องรู้

ส่งตรงจากจีน

Recommend

จีนกับสหรัฐฯ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อ โจ ไบเดน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด

อย่างที่รู้กันดีว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แต่ละครั้งย่อมสร้างความสนใจให้กับคนทั่วทั้งโลก เพราะนี่คือผู้นำในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีบทบาทต่อประเทศต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศจีนเองเชื่อว่าบรรดาธุรกิจต่าง ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่า ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งคนเก่าสังกัดพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต ซึ่งผลคร่าว ๆ แม้ยังไม่ประกาศออกมาเป็นทางการ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โจ ไบเดน จะก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ ต่อไป


คำถามคือ การเข้ามาของอดีตรองประธานาธิบดีคนนี้ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ บนเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนหรือไม่ ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างพากันออกมามองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอสรุปออกมาให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น


การก้าวเข้ามาของ โจ ไบเดน จะส่งผลอะไรถึงประเทศจีนบ้าง


โจ ไบเดิน เป็นนักการเมืองชาวอเมริกัน และเป็นประธานาธิบดีสหรัฐจากการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ศ. 2563

1. ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจว่าสมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเขาเปิดศึกกับประเทศจีนแบบเต็มตัว เพื่อต้องการโค่นอำนาจและตัดแนวทางการค้าของอุตสาหกรรมในเมืองจีนที่จะมุ่งเข้าสู่สหรัฐฯ แต่สำหรับการเข้ามาของ ไบเดน ด้วยตัวเขาเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน จึงทำให้เรื่องนี้อาจดูเบาบางลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน เพราะลึก ๆ แล้วนักวิเคราะห์มองว่า ไบเดน เองจะยังคงมีบางเรื่องที่แข็งกร้าวต่อจีน เพื่อให้ประเทศตนเองยังครองความได้เปรียบอยู่เสมอโดยเฉพาะการรวบรวมบรรดาประเทศพันธมิตรเพื่อกดดันทางการค้ากับจีน


2. ในเวลานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่จีนกับสหรัฐฯ ต่างแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย ซึ่งการเข้ามาของ ไบเดน ในครั้งนี้เชื่อว่าอาจมีการวางแผนเกี่ยวกับเรื่องราวของไอทีในอนาคตให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่เจ้าตัวอาจยังไม่เน้นหนักเท่าเรื่องของเศรษฐกิจ ทว่าก็ยังคงทำสหรัฐฯ ให้เป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้อยู่ ดังนั้นโอกาสที่การพัฒนาด้านนี้ของทั้ง 2 ประเทศจะก้าวไปพร้อม ๆ กันมีสูงมาก


3. วิธีเจรจาที่ดูซอฟท์ลงกว่าเดิม อย่างที่กล่าวไปว่าในยุคของ ทรัมป์ เขาพยายามที่จะตัดการค้าของจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีมหาโหดเพื่อให้ความต้องการซื้อของผู้คนในประเทศลดลง แต่สำหรับ ไบเดน แม้ลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้อยากให้จีนก้าวขึ้นมาเทียบเคียงมากนัก ทว่าเจ้าตัวจะเลือกใช้วิธีที่ดูเบากว่าโดยอาศัยความร่วมมือบางส่วนกับทางจีน แต่ก็แอบกดดันเล็ก ๆ ด้วยการสร้างพันธมิตรกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ


4. ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการที่ 2 ประเทศนี้ลดความรุนแรงลงย่อมส่งผลดีต่อประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตมากนัก เพราะนั่นเท่ากับว่า 2 ขั้วมหาอำนาจของโลกหันหน้ามาพูดคุยกันมากขึ้นกว่าเดิม แม้พวกเขาจะไม่ได้ทำแบบเต็มตัว แต่ก็ยังดีกว่าในอดีตที่พร้อมจะห้ำหั่นในทุกด้านอยู่ตลอดเวลา จนทำเอาเศรษฐกิจพังไม่เป็นท่ามาแล้ว


อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดเดาและประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการว่า โจ ไบเดน ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ต้องคอยสังเกตถึงแนวทางในการบริหารประเทศการพัฒนาเศรษฐกิจของเขาว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป บางครั้งเมื่อเจ้าตัวต้องเจอกับสถานการณ์ที่ต่างไปจากการคาดเดาตอนแรก ก็อาจทำแผนต้องเปลี่ยนไปซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของการทำงานตรงนี้


ทว่าถ้าทุกอย่างดำเนินการไปตามแผนเบื้องต้นที่วางเอาไว้ ทั้งจีนและสหรัฐฯ เองน่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวมากกว่า ส่วนหนึ่งเพราะอย่างที่บอกไปคือ โจ ไบเดน และ สี จิ้นผิง มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง ดังนั้นความรุนแรง หรือการทำอะไรเดือด ๆ เหมือนยุคของ ทรัมป์ คงเกิดขึ้นยากพอสมควร การประนีประนอมในบางเรื่องน่าจะเป็นจุดที่ช่วยให้ 2 ประเทศคลิกเข้าหากันได้ดีกว่า อย่างน้อยมันก็สร้างประโยชน์ให้กับประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาทั้ง 2 หัวเรือใหญ่นี้ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย การไม่แบ่งฝ่ายและร่วมมือกันยังไงก็เป็นทางเลือกอันดับ 1 เสมอ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ดู 56 ครั้ง0 ความคิดเห็น

New

Basic Chinese Knowledge

Chinese Tourism

Kol influencer

China social media & online marketing

China ecommerce

บทความแนะนำ

บริการของเรา