My Items

I'm a title. ​Click here to edit me.

จีนเตรียมปรับคอนเทนต์ตัวละครแนว LGBT จากทุกสื่อ

ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องที่กทางการจีนออกมาตรการที่หลายสื่อมองว่าเป็น “การปฏิวัติวัฒนธรรมยุคใหม่” หรือเป็นแบบ 2.0 หรือยุคดิจิทัล ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เป็นประเด็นก็คือ ดาราและเซเล็บหนุ่มๆของจีนที่มีลักษณะ “หน้าสวย” หรือเป็นผู้ชายที่แสดงออกว่ามีความเป็นผู้หญิงมากเกินไป ก็จะถูกห้ามออกสื่อทีวีและแอปสตรีมต่างๆ . นอกจากนี้ในกลุ่มคอนเทนต์ที่เป็นพวกเกม หรือสื่อบันเทิงอื่นๆที่ลงในแอปสตรีม แล้วถูกมองว่ามีตัวละครที่มีลักษณะ LGBT สูงเกินไป ก็จะถูกแบน หรือถ้าเป็นตัวละครอนิเมชั่น ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนด้วย . นอกจากตัวละครแล้ว ส่วนที่จะถูกปรับก็คือเนื้อหาด้วย ถ้าหากมีการนำเสนอเนื้อหาส่อไปในทางนั้นแล้ว หรืออาจถึงขั้นแบนห้ามนำเสนอด้วย . นอกจากนี้ทางการจีนยังมีการให้หน่วยงานและเจ้าของแพลทฟอร์มต่างๆทำการตรวจสอบคอนเทนต์ของตนเองอย่างเคร่งครัดมากขึ้น . ดังนั้นคาดการณ์ว่า ต่อไปคอนเทนต์หรือตัวละครแนว LGBT จากจีน เราอาจจะไม่ได้พบเห็นกันแล้ว นอกจากต่อไปทางการจีนจะผ่อนผันเรื่องนี้ลงในอนาคต อีกทั้งทางการจีนก็ยังไม่ได้บังคับใช้ในทันที ซึ่งก็ไม่แน่ว่า อาจจะมีการ “จัดแบ่งกลุ่มหรือประเภท” สำหรับตลาดกลุ่มนี้ก็เป็นได้เหมือนกัน . ที่มา https://www.cbr.com/china-ban-lgbtq-stories-effeminate-males/?fbclid=IwAR2If6dGnLP0pv9jXv6bk8hpyZhwJZFNaLSdilT0Z9QuGo9_Ss_NVYhrhcw

จีนเตรียมปรับคอนเทนต์ตัวละครแนว LGBT จากทุกสื่อ

Tencent ยอมให้ WeChat ลิ้งก์กับคู่แข่งตนเอง

เป็นข่าวฮืออาสำหรับชาวเน็ตจีนล่าสุด เมื่อทาง Tencent ออกมายอมอนุญาตให้ผู้ใช้งาน WeChat สามารถทำลิ้งก์เชื่อมโยงของคอนเทนต์ไปยังแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียของคู่แข่งได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งมาเลย เรียกว่าเป็นเรื่องฮือฮาเอามากๆ เพราะปกติแล้ว Tencent ใช้โมเดลธุรกิจในแบบปิดจากแพลทฟอร์มของตนเอง โดยเฉพาะตัวยอดนิยมอย่าง WeChat ที่คนจีนแทบจะใช้งานกันทั้งประเทศ ตรงนี้มีข้อสังเกตว่า อาจเพราะสถานการณ์ล่าสุดที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนเช่น Alibaba Didi กำลังถูกโจมตีและเตรียมการตรวจสอบเรื่องการผูกขาดทางธุรกิจ รวมถึงอีก 20 บริษัท ที่มีรายชื่อตรวจสอบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี Tencent บริษัทไอทียักษ์ใหญ่อีกแห่งของจีนอยู่ด้วย ทำให้ทาง Tencent ต้องออกแอ็กชั่นบางอย่างเพื่อแสดงตนว่า พวกเขาไม่ได้ผูกขาดทางธุรกิจ หรืออย่างน้อยก็แสดงท่าทีลดในส่วนนี้ลง เกี่ยวกับประเด็นนี้ Bloomberg ออกมารายงานว่า นี่อาจจะเป็นก้าวใหญ่สำคัญทางธุรกิจของ Tencent ที่ต้องการเปิดกว้างในแง่การใช้งานแพลทฟอร์มมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ก็น่าจะสอดคล้องกับทาง Alibaba และ Bytedance ที่กำลังถูกจับตาและควบคุมจากทางการจีนมากขึ้น ทาง Tencent ยังออกมาให้ข้อมูลว่า พวกเขาจะเริ่มเปิดกว้างในแง่การเชื่อมโยงกับคู่แข่ง จากบรรดาแพลทฟอร์มต่างๆของบริษัทมากขึ้นหลังจากนี้ด้วย น่าสนใจว่า นี่อาจจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ Tencent พยายามแสดงให้ทางการจีนเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ผูกขาดทางธุรกิจ ซึ่งก็อาจจะเป็นแนวทางใหม่ๆของบริษัทหลังจากนี้ไป ที่มา https://www.caixinglobal.com/2021-09-18/tencent-opens-wechat-to-rivals-links-as-china-app-walls-crumble-101774904.html

Tencent ยอมให้ WeChat ลิ้งก์กับคู่แข่งตนเอง

ปักกิ่งมี ‘สถานีฐาน 5G’ ทะลุ 45,000 แห่งแล้ว

กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน มีสถานีฐาน (5G) รวม 45,700 แห่ง พร้อมผู้ใช้งานมากกว่า 12 ล้านราย เมื่อนับถึงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ข้อมูลจากสำนักบริหารการสื่อสารเทศบาลนครปักกิ่ง ระบุว่าผู้อยู่อาศัยในปักกิ่งทุก 10,000 คน สามารถใช้งานสถานีฐาน 5G ราว 20 แห่ง ซึ่งครองอันดับ 1 ของประเทศ ซูซ่าวหลิน ผู้อำนวยการสำนักฯ เผยว่าปักกิ่งตระหนักถึงการสร้างเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งใจกลางเมือง ศูนย์กลางรอง และย่านธุรกิจกลางเมือง นอกจากนั้นเทคโนโลยี 5G ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว และอินเทอร์เน็ตเชิงอุตสาหกรรมด้วย ทั้งนี้ จีนเป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนา 5G ด้วยการสร้างสถานีฐาน 5G รวม 819,000 แห่ง เมื่อนับถึงปลายเดือนพฤษภาคม ครองสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของทั่วโลก ที่มา Xinhuathai

ปักกิ่งมี ‘สถานีฐาน 5G’ ทะลุ 45,000 แห่งแล้ว

เฉวียนโจว ติดลิสต์เมือง Tier-2 น่าลงทุนทางธุรกิจในจีน

เป็นอีกหนึ่งเมืองระดับรองๆในจีนที่น่าสนใจมากในช่วง 2-3 ปีนี้ สำหรับ เฉวียนโจว เมืองสำคัญในมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งล่าสุดในปี 2021 กลายเป็นเมืองที่ติด List อันดับของ “เมืองน่าลงทุนทางธุรกิจในจีน” แล้วที่นี่มีอะไรโดดเด่น???? สินค้ากลุ่มหลักที่เป็นของส่งออกสำคัญของเมืองนี้มีหลายอย่าง เช่น • ภาคการเกษตร • รองเท้า • แฟชั่น • อุปกรณ์เทคโนโลยี • กระดาษ • อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แล้วไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก แต่ล่าสุดเฉวียนโจวยังได้รับการบรรจุรับรองจากองค์การ UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลก โดยเฉพาะมัสยิด Qingjing Mosque ทำให้กลายเป็นลำดับที่ 56 ที่ได้เข้าสู่ลิสต์ดังกล่าวด้วย ที่ผ่านมา เฉวียนโจวจัดว่าเป็นเมืองในระดับ Tier-2 คือเป็นเมืองใหญ่ในระดับสองซึ่งก็ยังไม่ถึงระดับ 1 ซึ่งมีกลุ่มของ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เซินเจิ้น หนานจิง เป็นตัวหลัก แต่ในทางกลับกันก็ทำให้พื้นที่ของการแข่งขันในเฉวียนโจวยังพอที่จะเปิดกว้างอยู่เหมือนกัน สำหรับบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในเฉวียนโจว ได้แก่ Dell Unilever Uber KPMG ฯลฯ อ้างอิงเพิ่ม https://www.manilatimes.net/2021/07/27/news/world/quanzhou-enters-unesco-list/1808512

เฉวียนโจว ติดลิสต์เมือง Tier-2 น่าลงทุนทางธุรกิจในจีน

ค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซในกวางตุ้ง ยังคงเติบโต

หลายคนทราบกันดีว่า กวางตุ้ง เป็นนครสำคัญทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งที่ตั้งสำคัญของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในจีน แล้วยังเป็นเมืองสำคัญที่มีอัตราการเติบโตอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา สำหรับสถานะของ มณฑลกวางตุ้ง เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียง (Pearl River Delta) ครอบคลุมบริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ในอดีตถือว่าเป็นบริเวณแห่งแรกสำหรับการทำโมเดลนำร่องสำหรับนโยบายตลาดเสรีและการเปิดประเทศของ เติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งต่อมานักวิชาการจีนเรียกกันว่า กวางตุ้งโมเดล ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน และเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากชาติต่างๆ เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งรัฐสองระบบเลยก็ว่าได้ ในปัจจุบัน กวางตุ้งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคของคนที่นี่ก็ส่งผลทำให้กวางตุ้งกลายเป็นหนึ่งมณฑลที่มีความคึกคักและมีอัตราการเติบโตของยอดจับจ่ายซื้อของทางออนไลน์มากที่สุดตามรายงานของ Alibaba ในปี 2020 ว่าที่กวางตุ้งนี้มีมูลค่าในธุรกิจอีคอมเมิร์ซสูงกว่า 24% ของการซื้อขายออนไลน์ทั้งหมดในจีนเวลานี้ แล้วยังเป็นเมืองที่มีคนจีนออกเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุดอีกด้วย ที่สำคัญคือ เมืองกวางโจวซึ่งเป็นเมืองเอกของกวางตุ้งยังเป็นแหล่งจัดงาน Expo ที่สำคัญอย่างเช่น Canton Fair ซึ่งจัดขึ้นปีละสองครั้ง จึงทำให้ที่นี่มีความคึกคักทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจค้าขายกับจีน ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าส่งออก สำรวจตลาด การทำอีคอมเมิร์ซเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ซึ่งการเข้าไปสำรวจตลาดที่กวางตุ้งก็มีความจำเป็นเช่นกันครับ

ค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซในกวางตุ้ง ยังคงเติบโต

มะกันกังวล! หัวเว่ย เคลื่อนไหวดุจสายน้ำ ได้ค้ากับสหรัฐฯ ซื้อชิปสำหรับยานยนต์

กลุ่มผู้ร่างกฎหมายจากพรรครีพับลิกัน 13 คน ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการอนุมัติของสหรัฐฯ ให้บริษัทโทรคมนาคมของจีน หัวเว่ย (Huawei) ซื้อชิปสำหรับธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ที่กำลังเติบโต จดหมายข่าวฯ ที่รอยเตอร์สได้รับ ระบุว่า ฝ่ายนิติบัญญัติในคณะกรรมการพลังงานและการพาณิชย์ได้ถาม พีท บูททิเจ็จ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ ว่าเขามีความกังวลหรือไม่ กับการที่ "หัวเว่ยจะมองหาช่องทางในการพัฒนาส่วนประกอบสำหรับยานพาหนะในอนาคต เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชาวอเมริกันและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของเรา" สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนสิงหาคมว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้อนุมัติการยื่นขอใบอนุญาตมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ ค้าขายกับบริษัทซึ่งอยู่ในบัญชีดำการค้าของสหรัฐฯ โฆษกของ บูททิเจ็จ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกับ โฆษกของหัวเว่ย ก็ไม่ตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างใด พรรครีพับลิกันนำโดยตัวแทนสหรัฐฯ เคธี แมคมอรริส สมาชิกคณะกรรมการพลังงานและการพาณิชย์กล่าวว่าสหรัฐฯ "ต้องไม่ยอมอ่อนข้อต่อจีน ซึ่งมีความพยายามที่จะครอบงำภาคส่วนไฮเทคของเรา ซึ่งรวมถึง (ยานยนต์อัตโนมัติ)" จดหมายดังกล่าวถาม บูททิเจ็จ ว่า "หัวเว่ย เจตนาจะทำอะไรกับภาคยานยนต์ สิ่งที่ทำกับภาคอุปกรณ์สื่อสาร?" หัวเว่ย บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในเดือนสิงหาคมว่า "วางตำแหน่งของบริษัทฯ เป็นผู้ให้บริการส่วนประกอบใหม่สำหรับยานพาหนะที่เชื่อมต่ออัจฉริยะ" และเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ "สร้างยานพาหนะที่ดีขึ้น" ในเดือนสิงหาคม ฝ่ายบริหารของไบเดน บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ไม่ได้เปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับการจำกัดการขายสินค้าและเทคโนโลยีให้กับหัวเว่ย ที่วางไว้ในช่วงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ หัวเว่ย ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในโลก ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีดำการค้าของสหรัฐฯ ในปี 2019 หลังจากที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ อ้างขัดต่อความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ เป็นเวลานานนานกว่า 2 ปีแล้ว ที่หัวเว่ยถูกข้อจำกัดนี้คุมการเติบโต ทำให้สินค้าในกลุ่มสมาร์ทโฟนได้รับผลกระทบมาก จำเป็นต้องขับเคลื่อนกลยุทธ์ใหม่ๆ หัวเว่ย ซึ่งเป็นเป็นอีกหนึ่งค่ายผู้พัฒนาสมาร์ทโฟน และบริษัทเทคโนโลยีที่พยายามบุกน่านน้ำใหม่ โดยเข้ามาสู่อุตสาหกรรมผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง วางแผนพัฒนารถ EV ภายใต้แบรนด์ของพวกเขาเอง ก่อนหน้านี้ Apple บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ก็มีข่าวว่าบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน เพื่อเพิ่มโอกาส สร้างมูลค่าและรายได้ใหม่ๆ ต่อยอดไปสู่การพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากเชื่อมข้อมูลผู้ใช้รถ ที่มา mgronline

มะกันกังวล! หัวเว่ย เคลื่อนไหวดุจสายน้ำ ได้ค้ากับสหรัฐฯ ซื้อชิปสำหรับยานยนต์

จีนปรับระเบียบ ‘ตรวจโควิด-19’ เมืองประชากร 5 ล้าน ต้องเสร็จใน 3 วัน

จีนได้ปรับระเบียบการด้านการปูพรมตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เพื่อรับมือกับการกลับมาระบาด ที่อาจเกิดขึ้นจากโรคโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา ที่แพร่กระจายได้ดียิ่งขึ้น ระเบียบการที่ได้รับการปรับปรุงจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) ระบุว่า หากจำเป็นต้องมีการปูพรมตรวจกรดนิวคลีอิก เมืองที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน จะต้องดำเนินการตรวจให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วัน ก่อนหน้านี้ ระเบียบการฉบับก่อนหน้าที่ประกาศใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ กำหนดกรอบเวลาการตรวจสำหรับเมืองขนาดดังกล่าวไว้ที่ 3-5 วัน ขณะที่กรอบเวลาข้างต้นของเมืองที่มีประชากรน้อยกว่า 5 ล้านคน ยังอยู่ที่ 2 วันไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ระเบียบการยังระบุว่า เมืองที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน สามารถขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อดำเนินการตรวจเชื้อให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ หากมีความจำเป็น ทั้งนี้ การปรับระเบียบการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถของจีนในการปูพรมตรวจกรดนิวคลีอิกได้ดียิ่งขึ้น และทำให้ประเทศสามารถจัดการกับการระบาดระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากไวรัสชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มา Xinhua

จีนปรับระเบียบ ‘ตรวจโควิด-19’ เมืองประชากร 5 ล้าน ต้องเสร็จใน 3 วัน

เขตเศรษฐกิจตงเป่ย ทำไมสำคัญกับอุตสาหกรรมของจีน

เป็นอีกหนึ่งเขตเศรษฐกิจสำคัญของจีน หากคนที่สนใจการทำตลาดจีน ทั้งการนำเข้าและส่งออกควรรู้จักครับ เพราะที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิตเลยทีเดียว สำหรับ เขตเศรษฐกิจตงเป่ย หรือก็คือ เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดว่าเป็นเขตสำคัญในส่วนของการผลิตและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานของจีนสมัยใหม่เวลานี้ ด้านพื้นที่นั้น มีอาณาเขตคลุมพื้นที่อยู่บริเวณจุดเชื่อมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน คลุมเข้าไปยังภาคตะวันออกของเขตปกครองตนเองของมองโกเลียส่วนในด้วย ซึ่งเขตนี้จะประกอบไปด้วย มณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง ในส่วนของมองโกลนั้น ครอบคลุมห้าหัวเมือง ได้แก่ ซินอัน ฮูหลุนเป้ยเอ่อ ทงเหลียว ชื่อเฟิง ซีหลินเกอเร่อ พื้นที่ทั้งหมด 1.45 ล้านตารางกิโลเมตร กินบริเวณร้อยละ 15 ของจีน นับว่ามีพื้นที่มหาศาลมาก ส่วนประชากรอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านคน ในภาพรวมแล้วพื้นที่นี้มีความสำคัญของจีนมาก เพราะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ถือเป็นแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมของจีน มีโรงงานและนิคมอุตสากรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไม้ เหล็กกล้า รวมถึงภาคอุตสาหกรรมผลิตอาหารอีกด้วย หลายปีที่ผ่านมา มีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวเป็นหัวหอกสำคัญในการส่งออก นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีความพยายามที่จะปรับสภาพโรงงานกว่า 1,000 แห่งให้เป็นการใช้พลังานแสดงอาทิตย์เพื่อลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นอย่างหนักแล้วส่งผลกระทบต่อภาคเหนือของจีน โดยเป็นการหันมาใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ทดแทน ซึ่งก็ทำให้พื้นที่นี้จะกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมยุคใหม่ของจีนในอนาคต

เขตเศรษฐกิจตงเป่ย ทำไมสำคัญกับอุตสาหกรรมของจีน

จีนเปิดแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนวรรณกรรมในกลุ่มประเทศ BRI

จีนจัดตั้งแพลตฟอร์มส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางวรรณกรรมในกลุ่มประเทศตามแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ แพลตฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “เครือข่ายทางวรรณกรรมของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Literary Network of the Belt and Road) นำเสนอโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน (CWA) ระดมองค์กรวรรณกรรมทรงอิทธิพล 30 แห่ง รวมถึงนักเขียนและนักแปลแถวหน้าจำนวน 19 คน จาก 35 ประเทศ เข้าร่วมโครงการนี้ด้วยฐานะสมาชิกร่วมก่อตั้ง เถี่ยหนิง หัวหน้าสมาคมฯ กล่าวว่าการเปิดตัวแพลตฟอร์มดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการสื่อสารและความร่วมมือด้านวรรณกรรมตามแผนริเริ่มฯ และเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการสร้างเส้นทางสายไหมของแผนริเริ่มทางวรรณกรรม เถี่ยเสริมว่าชุมชนวรรณกรรมจีนให้ความสำคัญกับการกระชับสายสัมพันธ์กับบรรดาประเทศในภูมิภาค รวมถึงแสวงหาแรงบันดาลใจและการบรรลุความก้าวหน้าร่วมกัน ที่มา Xinhua

จีนเปิดแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนวรรณกรรมในกลุ่มประเทศ BRI

รู้จักกับ จงซานซาน ชายที่รวยที่สุดในจีน เขาทำอะไร???

ส่วนมากเราจะติดภาพกันว่า อภิมหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆในจีนคือ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba หรือไม่ก็ โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent แต่ทราบหรือไม่ว่า อภิมหาเศรษฐีที่รวยที่สุด มีสินทรัพย์มูลค่ามากที่สุดในจีนคือใคร คำตอบคือ “จงซานซาน” หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วเขาทำธุรกิจอะไร??? ธุรกิจหลักของเขาก็คือ บริษัท Nongfu Spring ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำดื่มที่มีมูลค่าสูงสุดในจีน โดยในปี 2020 บลูมเบิร์กรายงานว่า เขามีรายได้สูงจนแซงหน้า แจ็ค หม่า ไปเรียบร้อย โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ล่าสุดของเขาอยู่ที่ประมาณ 5.8 หมื่นล้านเหรียญ ส่วน แจ็ค หม่า ตามอยู่ที่ 5.6 หมื่นล้านเหรียญ และคาดกันว่าจะตกลงในปีนี้ด้วย น่าสนใจว่า เมื่อมีการจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกและในจีน บริษัท Nongfu ไม่ค่อยอยู่ในโฟกัสความสนใจเท่าใดนัก และตัวของจงซานซาน ก็แทบจะไม่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศเลย อันที่จริงแล้ว บริษัทของเขาไม่ได้ทำธุรกิจแค่น้ำดื่มเท่านั้น แต่หนึ่งในคีย์สำคัญของการเติบโตคือการที่หนึ่งในบริษัทภายใต้เครือ Nongfu ของเขาก็คือบริษัท Beijing Wantai Biological Pharmacy เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตวัคซีนรักษาโรค แล้วยังรวมถึงวัคซีนสำหรับโควิด-19 ซึ่งก็น่าจะมีส่วนอย่างมากต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ จงซานซาน ไม่ค่อยได้รับการโฟกัสจากสื่อต่างชาติ อาจเพราะตัวเขาไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไอที ธุรกิจแพลทฟอร์ม หรือแม้กระทั่งอีคอมเมิร์ซและ Retail ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยได้ออกสื่อหรือทำตัวเด่นดังมากนัก นอกจากในวงการของตนเอง ถึงขนาดที่กลุ่มธุรกิจในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่าเขาเป็นพวก Lone Wolf ที่คนในภาคธุรกิจไอทีแทบจะไม่รู้จักเขาเลย แต่ที่จริงแล้ว เครือธุรกิจในมือของ จงซานซาน ไม่ได้มีแค่นั้น เขายังมีบริษัทภายใต้เครือที่เกี่ยวกับด้าน Business Data ที่มีพาร์ทเนอร์ไม่น้อย แล้วอีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ก็คือการที่เขาไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องวิพากษ์การเมือง เรียกง่ายๆว่าลอยตัวจากเรื่องทางการเมือง ตรงนี้เองที่ทำให้เขาไม่ต้องเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกับ แจ็ค หม่า ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างขาดไม่ได้กับนักการเมืองและผู้มีอำนาจใน พรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงการวิจารณ์ที่ส่งผลเสียต่อตัวเขาและธุรกิจไปด้วยนั่นเอง ที่มา https://economictimes.indiatimes.com/magazines/panache/meet-zhong-shanshan-a-reclusive-entrepreneur-who-became-asias-richest-person-with-85-bn-worth/articleshow/81429148.cms

รู้จักกับ จงซานซาน ชายที่รวยที่สุดในจีน เขาทำอะไร???

Shang Chi หนุน ฟาล่า เฉิน แจ้งเกิดในฮอลลีวูด

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์ Shang Chi ของ Marvel นั่นคือ ฟาล่าเฉิน นักแสดงหญิงที่เคยมีผลงานหลายเรื่องจาก TVB และผลงานอีกหลายเรื่องที่น่าจะผ่านตาคนไทยมาบ้าง เช่น Steps, No Regrets, Triumph in the Skies II และ Lives of Omission ในเรื่องนี้ เธอรับบทเป็น Ying Li แม่ของพระเอกในเรื่องนี้ แล้วยังได้แสดงร่วมกับดาราดังของจีนอย่าง เหลียงเฉาเหว่ย หรือ โทนี่เหลียง และดาราหญิงชาวมาเลเชียเชื้อสายจีนที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในฮอลลีวูดอย่าง มิเชล โหยว่ อีกด้วย ล่าสุดมีรายงานจาก SCMP ว่า การได้ร่วมแสดงในเรื่องนี้น่าจะเป็นตัวช่วยหนุนให้ ฟาล่า เฉิน ได้มีโอกาสรับบทแสดงในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกหลายเรื่องตามมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ของมาร์เวลที่ต้องการเจาะตลาดในจีนและในเอเชีย สำหรับเรื่องราวใน Shang Chi จะมีการใส่วิชากังฟูต่างๆเข้ามาด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คนดูในโลกตะวันตกชื่นชอบกันอยู่แล้ว

Shang Chi หนุน ฟาล่า เฉิน แจ้งเกิดในฮอลลีวูด

พ่อแม่ชาวจีนห่วงลูกเรียนตก หลังทางการจีนคุมเข้มเรื่องกวดวิชา

ที่จริงแล้วนโยบายใหม่ๆของทางการจีนที่ออกมาในยุคของ สีจิ้นผิง มีบางเรื่องที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ห่วงอนาคตของเยาวชนจีนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันด้านการศึกษาอย่างสูงของเด็กจีน ทั้งการเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน และการเรียนกวดวิชาในสถาบันต่างๆ แม้ว่าข้อดีจะทำให้ในแต่ละวงการและสาขาของจีนได้ผลิตคนเก่งมีความสามารถขึ้นมามากมายแล้วช่วยพัฒนาประเทศสู่ความก้าวหน้าอย่างสูง แต่ก็ทำให้เด็กจีนรุ่นใหม่มีความเครียดและมุ่งแต่วิชาการมากเกินไป ในอีกมุมหนึ่งธุรกิจกวดวิชาถูกมองว่าใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ปกครอง กระทั่งทางการจีนสั่งควบคุมและลดการเรียนกวดวิชาของเด็กจีน โดยสั่งห้ามครูและโรงเรียนต่างๆสอนพิเศษหลังเลิกเรียน เพื่อให้โอกาสและเวลาเด็กได้ทำกิจกรรมอื่น รวมถึงสั่งลดการบ้านด้วย นอกจากนี้ยังคุมเข้มเรื่องเนื้อหาที่สอนในโรงเรียนกวดวิชา ว่าจะต้องไม่สอนซ้ำในสิ่งที่มีในหลักสูตรที่สอนในโรงเรียน แต่ล่าสุดก็มีเสียงจากผู้ปกครองจำนวนหนึ่งที่กังวลว่า การลดเวลาเรียนเสริมพิเศษและคุมเข้มเรื่องโรงเรียนกวดวิชา จะทำให้ลูกหลานของตนเรียนตกลงทั้งคะแนนและเกรด หรืออาจจะไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ ปรากฏว่ามีเคสของ หลิวหย่าหนาน แพทย์หญิงวัย 37 ปีจากเซี่ยงไฮ้ ที่ตัดสินใจลาออกจากงานหลังจากคลอดลูก เพื่อมาดูแลลูกของเธอเต็มตัว ได้รับงานเสริมเป็นติวเตอร์ด้านภาษาอังกฤษทางออนไลน์ ซึ่งเธอคิดค่าเรียนประมาณพันหยวน แต่หลังจากมาตรการดังกล่าวอกมา ทำให้งานติวเตอร์ของเธอลดลงไป แต่ยิ่งกว่านั้นคือเธอเองก็กังวลว่าลูกของเธอจะไม่สามารถสอบแข่งขันกับเด็กคนอื่นได้ดีพอ แล้วกลายเป็นว่าพ่อแม่จะมีภาระเพิ่มขึ้นในการสอนเด็กๆที่บ้าน เพราะมาตรการที่ว่านี้ยังทำการลดการบ้านของเด็กในชั้นประถมต้น โดยเฉพาะชั้นประถม 1-2 ที่ไม่มีการบ้านให้ทำ ซึ่งเธอห่วงว่ามันจะทำให้ลูกของและเด็กคนอื่นๆมีปัญหาเมื่อต้องออกไปสอบแข่งขันหลังจากนี้ แต่ก็มีบางส่วนมองว่า มาตรการนี้มีส่วนช่วยให้เด็กๆในจีนได้ค้นพบและเลือกเส้นทางอื่นๆที่มากกว่าแค่เรื่องวิชาการ โดยเฉพาะในยุคโลกอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอย่างมาก และทางเลือกอื่นๆมีเพิ่มขึ้น

พ่อแม่ชาวจีนห่วงลูกเรียนตก หลังทางการจีนคุมเข้มเรื่องกวดวิชา