My Items

I'm a title. ​Click here to edit me.

Douyin ตลาดจีนออนไลน์ ด้านความงาม ยอดวิวทะลุ 1.2 พันล้าน

บริษัท Bytedance เปิดเผยสถิติการใช้งานของแอปพลิเคชั่น TikTok หรือ Douyin สำหรับอุตสาหกรรมด้านความงามในตลาดจีน ตอนนี้ต้องยอมรับว่า TikTok กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก รวมถึงเรื่องที่มีข่าวว่าจะขายกิจการในต่างแดนให้กับ Microsoft เพื่อแลกกับการที่สามารถเปิดให้บริการได้ แม้ว่าทั้งสองแอปจะเป็นตัวเดียวกัน แต่สำหรับในจีนจะเป็น Douyin ซึ่งเวลานี้กำลังกลายเป็นช่องทางสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมด้านความงาม มาลองดูสถิติน่าสนใจครับว่า มีอะไรบ้าง - มีผู้เข้าชมวีดีโอในแอป Douyin มากกว่า 1.2 พันล้านวิว - วีดีโอคอนเท้นต์ด้าน Beauty มีจำนวนเพิ่มขึ้น 228% ในปี 2019 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 192% - บริษัทที่เปิด Account ใน Douyin เพิ่มขึ้นถึง 206% จากปีก่อน - แบรนด์ต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้น 48% สำหรับส่วนแบ่งของยอดวิววีดีโอ - แบรนด์ Luxury Beauty มีส่วนแบ่ง 30% ของตลาด - สินค้าประเภทเครื่องสำอาง มีการทำคลิปเพิ่มขึ้น 220% สำหรับผู้ใช้บริการในจีนเวลานี้ แบ่งเป็น - เพศหญิง 51% - อายุน้อยกว่า 30 ปี ถึง 46% - เป็นคนที่มาจากเมืองใหญ่ระดับ 1-2 ของจีน มากถึง 44% เรียกได้ว่าเป็นอีกช่องทางการตลาดแบบออนไลน์ ที่จำเป็นมาก ถ้าจะบุกตลาดจีนครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเวลานี้ ยิ่งจำเป็นอย่างมาก ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

อู่ฮั่น เมืองเศรษฐกิจจีน ความรุ่งเรืองก่อนโควิด-19

อู่ฮั่น เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเจริญและเป็นเมืองเศรษฐกิจติดใน 10 อันดับแรกของจีน ก่อนที่จะโดนโควิด-19 แพร่ระบาด แล้วส่งผลต่อการปิดเมืองด้วย ซึ่งเวลานี้เราทราบกันดีกว่าหลังจากโดนไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการจำนวนมาก ไปจนถึงการสั่งปิดเมือง และห้ามคนจีนออกเดินทางไปนอกประเทศด้วย สำหรับการระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้วยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการปิดเมืองและเมืองข้างเคียง ในมณฑลหูเป่ยด้วย แต่ก่อนที่จะโดนปิดเมือง ที่นี่คือเมืองที่กำลังเจริญอย่างยิ่งในฐานะที่มั่นทางเศรษฐกิจของมณฑลหู่เป่ยและทางใต้ของจีน วันนี้มารู้จักกับอู่ฮั่นในเบื้องต้นกัน อู่ฮั่น เมืองทางเศรษฐกิจของจีน “อู่ฮั่น” ปัจจุบันมีฐานะเป็นเมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยยุคสามก๊ก ซึ่งถ้าเปรียบไปก็คือเคยเป็นส่วนหนึ่งในง่อก๊กของซุนกวนมาก่อน สำหรับสถานที่ตั้ง เมืองอู่ฮั่นอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศจีนค่อนมาทางตะวันออกและทางใต้ ถูกพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จนมีความเจริญและถูกยก่องให้เป็นเสมือนกับ ชิคาโกแห่งตะวันออก อู่ฮั่นยังนับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางด้านคมนาคมทางตอนกลาง และตะวันออกของจีน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออก ตะวันตกตอนกลาง ภาคใต้ และภาคกลางได้ด้วย ที่สำคัญคือเป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่สำคัญของจีนให้ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั้งนี้หากย้อนไปหลังจากจีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบสังคมนิยม และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 โครงการพัฒนาเมืองอู่ฮั่นก็เริ่มต้าขึ้น โดยเหมาเจ๋อคง ได้เริ่มสั่งให้มีการออกแบบสะพานรถไฟและรถยนต์ข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง รวมถึงการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำฉางเจียงอู่ฮั่น นับว่าเป็นสะพานแห่งแรกของจีนที่ใช้ระบบสองในหนึ่งคือสามารถใช้ข้ามสะพานได้ด้วยรถยนต์และรถไฟ นี่จึงเป็นจุดเชื่อมต่อทางด้านคมนาคมที่สำคัญมาก GDP อันดับ 9 ของจีน ในปัจจุบัน เมืองอู่ฮั่นมีขนาดของ GDP มากกว่า 1.4 หมื่นล้านหยวน เป็นอันดับ 9 ของประเทศจีน เมืองอู่ฮั่นยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ เป็นแหล่งรวมของบุคลากรที่มีความสามารถในด้านวิศวกรรม สถาปนิก งานช่าง การรถไฟ ท่าเรือ ไปจนถึงนักธุรกิจด้านต่างๆ ทำให้เมืองนี้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมากในเวลาไม่กี่ทศวรรษ เมืองแห่งนักศึกษามหาวิทยาลัย เมืองอู่ฮั่น ยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมของมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของจีน และมีนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ภายในเมืองมากกว่า 1 ล้านคน ทำให้เป็นเมืองที่มีนักศึกษามากที่สุดในโลกไปด้วย ความสัมพันธ์ ไทย-อู่ฮั่น ที่จริงแล้ว ประเทศไทยมีความร่วมมือกับประเทศจีนมายาวนานและมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ไทยยังมีความร่วมมือกับจีนในแต่ละมณฑลและแต่ละเมืองเป็นการเฉพาะอีกด้วย ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ไทย-อู่ฮั่น จะเป็นในด้านการพัฒนาบุคคลากรด้านต่างๆโดยเฉพาะทางด้านงานรถไฟฟ้าที่ยังคงขาดบุคลากรอยู่พอสมควร การท่องเที่ยว ในปัจจุบัน คนจีนในเมืองอู่ฮั่น ถือว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากอู่ฮั่นมีทำเลที่อยู่ในภาคกลางค่อนตะวันออกและใต้ของจีน ซึ่งสามารถเดินทางมาเมืองไทยโดยใช้เวลาไม่นานนัก สำหรับคนไทยเองก็ไปที่อู่ฮั่นในฐานะเมืองท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆเช่นกัน สำหรับประชากรของเมืองอู่ฮั่นในปัจจุบัน มีประมาณ 11 ล้านคน เป็นถูกจัดให้เป็นเมืองสำคัญในระดับ Tier-2 ที่มีศักยภาพสามารถยกระดับไปเป็นเมืองระดับ Tier-1 ได้ ในภาพรวมแล้ว อู่ฮั่นเป็นเมืองที่มีความสำคัญในอันดับต้นๆของจีน และมีศักยภาพที่จะเจริญต่อไปได้อีก แม้ว่าหลังจากเกิดกรณีของไว้รัสโควิด-19 ระบาดไป อู่ฮั่นก็ยังเป็นเมืองสำคัญที่คาดว่าจะฟื้นฟูกลับมาหลังจากนี้ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

กลยุทธ์การตลาดประเภท KOL ตอบโจทย์แบรนด์ต่างประเทศในจีน

อย่างที่รู้กันว่าบรรดาสินค้าต่าง ๆ ทุกวันนี้มีแบรนด์จากจีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นจากการขายในประเทศก่อนทั้งสิ้น ส่งผลให้บรรดาสินค้าที่ต้องการนำแบรนด์ของตนเองไปตีตลาดในประเทศที่มีประชากรเยอะสุดในโลก จำเป็นต้องมองหากลยุทธ์ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถสู้ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการเลือกใช้กลยุทธ์ KOL เรื่องราวนี้น่าสนใจและอยากมาเล่าสู่กันฟัง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแม้แบรนด์ของคุณจะเป็นหน้าใหม่ในประเทศจีน แต่ถ้าหากรู้ว่าควรใช้วิธีไหนให้กลุ่มเป้าหมายสนใจก็จะช่วยผลักดันยอดขายและมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก กลยุทธ์ KOL คืออะไร KOL หรือ Key Opinion Leaders หากแปลความหมายแบบตรง ๆ คือ การให้คนมีอิทธิพลชี้นำผู้คน เมื่อปรับสู่เรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด ก็พอจะเข้าใจได้ว่า นี่คือวิธีให้คนดัง คนมีชื่อเสียงต่าง ๆ ชี้นำกลุ่มเป้าหมายให้เห็นคล้อยตาม เกิดความน่าเชื่อถือในสิ่งนั้น ๆ จนส่งผลบวกนั่นเอง ซึ่งยุคนี้ที่บรรดาเน็ตไอดอล หรือ influencer ถือว่ามีอิทธิพลในการบ่งบอกกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อย่างมากว่าดีเพียงใด ทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจใช้สินค้า / บริการตัวนี้นั่นเอง การนำกลยุทธ์ KOL มาใช้ในจีนกำลังพุ่งตัวสูง หลายธุรกิจประสบความสำเร็จ ในภาษาจีนจะใช้ชื่อ wanghong ซึ่งแปลได้ว่า ผู้มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ มาเป็นกลยุทธ์หลักในการนำพาแบรนด์จากต่างประเทศพุ่งชนสู่ความสำเร็จ หากลองดูกราฟด้านล่างนี้จะเห็นว่าในช่องทาง Weibo และ WeChat มีการแสดงบัญชียอด Followers ของบรรดาคนมีชื่อเสียงที่ทางธุรกิจเลือกให้พวกเขาเป็น KOL มากกว่าบัญชีอย่างเป็นทางการของแบรนด์ด้วยซ้ำ รายงานของ Boston Consulting Group เปิดเผยว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่า 70% มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจาก KOL โดยตรง ตัวอย่างแบรนด์ชั้นนำที่เลือกใช้กลยุทธ์ KOL และประสบความสำเร็จในจีน หลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Gucci, Michael Kors, Givenchy ได้ใช้แนวทางของ KOL เป็นแคมเปญการตลาดหลักในการต่อสู้กับแบรนด์ภายในประเทศจีน Michael Kors ผุดแคมเปญ The Walk แบรนด์แฟชั่นสัญชาติอเมริกาชื่อดัง Michael Kors ได้ ได้ร่วมมือกับบรรดา KOL ด้านแฟชั่นชื่อดังมากมายในเมืองจีน ให้สร้างวิดีโอแนวการเดินแคทวอล์คตามท้องถนนในเมืองต่าง ๆ พร้อมยังท้าทายให้คนใช้สินค้าของพวกเขาทำแบบเดียวกันผ่านช่องทาง Douyin มีโพสต์ทั้งหมด 25 รายการ ถูกสร้างขึ้นในบัญชี Weibo, Douyin เป้าหมายจากผู้ติดตาม KOL 9.1 ล้านคน ปรากฏว่าแคมเปญนี้สร้างยอดวิวไปถึง 200 ล้านวิว พร้อมมีการส่งต่อวิดีโอดังกล่าวจากผู้ใช้งานไปกว่า 30,000 รายการ Airbnb เลือกใช้แคมเปญ Celebrate it My Way เพื่อดึงดูดชายจีนหลายพันล้านคน Airbnb ได้มีการเปิดตัวแคมเปญทางการตลาดด้วยกลยุทธ์ KOL ในช่วงวันตรุษจีนที่เน้นการท่องเที่ยวแบบครอบครัว แคมเปญดังกล่าวคือ ให้ดาราชาวจีนจำนวนมากและบรรดา KOL ที่มีชื่อเสียงพาพ่อแม่ออกไปเที่ยวพักผ่อน โดยเนื้อหาของวิดีโอถูกนำเสนอผ่านบัญชีทางการ WeChat ของ Airbnb ซึ่งการใช้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนรุ่นใหม่ ๆ มาเป็นผู้ช่วยในการผลักดันความสำเร็จของ Airbnb ในประเทศจีน ในขณะที่ 5 แพลตฟอร์มยอดนิยมในการใช้กลยุทธ์ KOL ของประเทศจีนเรียงตามลำดับความนิยม ประกอบไปด้วย WeChat, Weibo, Douyin, Xiaohongshu, Bilibili สรุปแนวคิด สำหรับธุรกิจที่ต้องการนำเสนอสินค้า / บริการของตนเองไปสู่ตลาดโลกต้องรู้จักพฤติกรรมหรือความชื่นชอบของกลุ่มเป้าหมายในประเทศนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ตัวอย่างบทความที่เล่ามานี้แสดงให้เห็นว่าคนจีนจำนวนมากให้ความนิยมกับคนดัง จึงทำให้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกยังต้องเลือกกลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อให้พวกเขาประสบความสำเร็จ และสามารถต่อกรกับแบรนด์ในประเทศจีนได้ สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังมองหาช่องทางส่งไปขายต่อยังเมืองจีน หรือมีสาขาอยู่ที่นั่น หากคุณต้องใช้งบประมาณในการทำการตลาด อยากให้ลองมองกลยุทธ์ KOL ที่กำลังได้รับความนิยมนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากผลตอบรับที่แสดงให้เห็นมันบ่งบอกชัดเจนว่า กลยุทธ์ดังกล่าวมีโอกาสประสบความสำเร็จสุด ๆ อย่ามัวเสียเวลากับการลงทุนด้านการตลาดที่ไม่เกิดผล แม้การใช้วิธี KOL นี้อาจต้องลงทุนสูงหน่อย แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งที่ได้รับกลับมามันเกินคุ้มกว่าที่ลงทุนเอาไว้อย่างแน่นอน ที่มา : adchina

Trip.com และ AirAsia ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ กระตุ้นการท่องเที่ยว

Trip.com และ AirAsia ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ กระตุ้นการท่องเที่ยวในจีนและเอเชียอาคเนย์ หลังจากโควิด-19 ความหวังในด้านกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจจะลุ้นให้เกิดขึ้นในระยะยาว หลังจากเครือบริษัท Trip.com และ AirAsia ได้ประกาศความร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์ต่อกัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในจีนและในเอเชียอาคเนย์ ทางสิงคโปร์ได้มีรายงานออกมาเมื่อวันที่ 7 สค. ที่ผ่านมา เมื่อบริษัท trip.com ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวทางออนไลน์ที่ใหญ่อันดับต้นๆในโลก ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกลยุทธ์ความร่วมมือเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ AirAsia ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสายการบินที่มีการเติบโตสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ที่คาดหวังว่าจะใช้ในระยะยาว สำหรับการฟื้นฟูกิจการท่องเที่ยวให้กลับคืนมาหลังจากภาคการท่องเที่ยวต้องพบหายนะนับตั้งแต่เชื้อโควิด-19 แพร่ระบาด ส่งผลทำให้หลายประเทศต้องถูกล็อคดาวน์ ปิดเมือง และธุรกิจด้านสายการบินรวมถึงด้านการท่องเที่ยววต้องหยุดชะงัก ส่วนบริการทางออนไลน์ด้านการท่องเที่ยว จะครอบคลุมในหลายส่วน อาทิ การจองตั๋วเครื่องบิน จองสถานที่พักทางออนไลน์ หาข้อมูลรีวิว โปรโมชั่นออนไลน์ Tony Fernandes CEO ของ AirAsia Group กล่าวว่า “การเป็นพาร์ทเนอร์ระหว่างพวกเรากับ Trip.com ซึ่งเป็นบริษัทที่โดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวข้ามชาติ ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมาก สำหรับ AirAsia ที่เป็นสายการบินนานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดที่เข้ามาในจีน มีผู้โดยสารเป็นชาวจีนมากกว่า 10% ที่เดินทางมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายการบินเข้ามาในจีนมากกว่า 21 เมืองทั่วประเทศจีน เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกในเครือข่ายของเรา AirAsia เปลี่ยนจากสายการบินมาเป็นแพลทฟอร์มที่ให้บริการในด้านไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีด้านการเงิน ความร่วมมือดังกล่าวน่าจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดในจีนหลังจากเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทาง AirAsia จะเดินหน้าทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการจัดหาบริการและนวัตกรรมที่จะช่วยดูแลนักท่องเที่ยวและลูกค้าของเราต่อไปในอนาคต” Jane Sun CEO ของ trip.com ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า “หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มอยู่ในการควบคุม พวกเราได้เห็นการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมา รวมถึงดีมานด์ในการท่องเที่ยวของคนจีนที่มีต่อภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ที่กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวจีน และสายการบินที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น พวกเรากำลังมองถึงการทำงานกับ AirAsia และเตรียมช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กลับคืนมาในอนาคต” อย่างไรก็ตาม สำหรับการฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยวดังกล่าวว่า อาจจะต้องใช้ระยะเวลาอยู่บ้าง เมื่เรื่องโควิด-19 ยังมีโอกาสแพร่ระลอกสองอีกด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อการท่องเที่ยวของไทยและภูมิภาคนี้ในอนาคต ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

6 แบรนด์เครื่องใช้ภายในบ้านของจีนตอบโจทย์คนยุคใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยีนำสิ่งดี ๆ ถึงบ้าน

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเรามากขึ้น ยิ่งเมื่อเกิดโรคระบาดแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อนแบบนี้ ยังโชคดีที่โลกพัฒนาไปไกลและความสะดวกต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นเพราะอินเตอร์เน็ต นั่นทำให้บรรดาแบรนด์เครื่องใช้ภายในบ้านจีนได้นำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้อย่างเกิดประโยชน์ เรื่องนี้น่าสนใจและอยากเล่าสู่กันฟัง เพราะมันกำลังบ่งบอกว่าการทำธุรกิจยุคใหม่ ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความทันสมัยเข้ามาเกี่ยวข้อง การยึดหลักการเดิม ๆ ของคนรุ่นเก่าอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป ธุรกิจเครื่องใช้ภายในบ้านจีนเสริมศักยภาพด้วยความทันสมัยจากเทคโนโลยี การเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเครื่องใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีนในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ได้บอกเล่าเรื่องราวในการใช้ชีวิตของคนชั้นกลางและการขยายตัวของเมืองต่าง ๆ ในประเทศจีนมากขึ้น เพราะคนจีนตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปสู่เมืองที่มีความเจริญมากกว่า มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของคนในครัวเรือนเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้านจากเดิม 110 หยวน (15.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปี 1990 เป็น 1,629 หยวน (232.56 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปี 2018 ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีบริษัทท้องถิ่นนำเสนอสินค้าที่มีราคาไม่แพงออกมาสู่ตลาดเพื่อผู้บริโภคชาวจีนที่มีความอ่อนไหวต่อเรื่องราคา ขณะเดียวกันการสร้างเครื่องใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ก็มีการเพิ่มเติมเรื่องเทคโนโลยีเข้าไปให้ใช้งานได้สะดวกและตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น และนี่คือ 6 แบรนด์ชื่อดังของเมืองจีน 1. Xiaomi ช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 มีสินค้าประเภทอุปกรณ์เชื่อมต่อมากกว่า 252 ล้านเครื่อง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 25% ของรายได้รวม ขณะที่ไตรมาสล่าสุดรายได้ของธุรกิจกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นอีก 7.8% แม้ว่าภาพรวมของธุรกิจต่าง ๆ จะชะลอตัวจากโรคระบาด รวมถึงสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนที่ยอดขายต่ำลง จึงเป็นไปได้ว่า Xiaomi ต้องพึ่งพาเครื่องใช้ภายในบ้านที่มีความอัจฉริยะมากขึ้นในอนาคต 2. Midea พวกเขามีรายได้ 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2019 ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ คือ เครื่องปรับอากาศทั้งแบบครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ รวมถึงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ในส่วนของสินค้าภายในบ้านที่เน้นความทันสมัยและความอัจฉริยะ พวกเขาจะเน้นการเชื่อมต่อให้ครอบคลุมการทำงานทั้งบ้าน เน้นเรื่องสุขภาพ เช่น ระบบตรวจสอบอุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ตรงนี้จึงตอบโจทย์ผู้ใช้งานมาก 3. Haier สินค้าหลัก ๆ คือ ตู้เย็น, เครื่องใช้ในครัว, เครื่องซักผ้า และอื่น ๆ โดยสินค้ากลุ่มนี้สร้างรายได้ให้กับพวกเขาจนติดอันดับ 100 แบรนด์ดังโลกเมื่อปี 2019 ซึ่งปีเดียวกันนั้นเองรายได้ของพวกเขาจากสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อนหน้า พร้อมกันนี้ยังได้มีการประกาศลงทุนถึง 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายฐานการผลิตในสหรัฐฯ ด้วย 4. Gree สินค้ากลุ่มนวัตกรรมหลัก ๆ ของพวกเขาคือ เซนเซอร์ประตูและเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะโดยควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน แต่ยังไม่หยุดพัฒนาเท่านี้เพราะมีการประกาศว่าได้ลงทุนไปอีก 3 พันล้านหยวน เมื่อเดือนธันวาคมปี 2019 ให้กับผู้ผลิตชิปรายหนึ่งของจีนในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาให้พวกเขา 5. Hisense ด้วยประเภทสินค้าที่หลากหลายตั้งแต่ทีวีไปจนถึงตู้เย็นที่ขายไปกว่า 200 ประเทศทั่วโลก พวกเขามีโรงงานผลิต 13 แห่งในจีน รวมถึงฐานการผลิตในฮังการี แอฟริกาใต้ อียิปต์ แอลจีเรีย สโลเวเนีย เซอร์เบีย ฝรั่งเศส และเม็กซิโก มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับโลก นั่นแสดงให้เห็นว่าเวลานี้การแข่งขันของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวพุ่งตัวสูงมากจริง ๆ 6. Skyworth สินค้าหลัก ๆ คือ เครื่องใช้ภายในครัว ตู้เย็น เครื่องฟอกอากาศ ทีวี และอื่น ๆ รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในต่างประเทศของพวกเขาไม่นับทีวีเพิ่มขึ้น 55.4% ช่วงปี 2019 พร้อมกันนี้พวกเขายังนำเสนอความอัจฉริยะเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย การล็อคระบบของเครื่องปรับอากาศและการเพิ่มแสงสว่างในสินค้าบางประเภท สรุปแนวคิด จะเห็นได้ว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องใช้ภายในบ้านของประเทศจีนมีสูง ไม่ใช่แค่การซื้อขายในประเทศเท่านั้น แต่พวกเขายังจัดเป็นแบรนด์ระดับโลกที่คนไทยเองก็คุ้นเคยดี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นบวกกับการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ทำให้สินค้าในชีวิตประจำวันเหล่านี้ต้องก้าวตามให้ทัน มีการนำเทคโนโลยีและความทันสมัยต่าง ๆ เข้ามาเพิ่มฟังก์ชั่นและความสามารถของสินค้าให้เป็นที่สนใจจากกลุ่มลูกค้ามากกว่าเดิม ขณะเดียวกันเรื่องราคาก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ เพราะต่อให้เป็นนวัตกรรมชั้นเลิศแค่ไหนแต่ราคาสูงเกินกว่าที่คนชนชั้นกลางซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศจีนและของโลกจะซื้อได้ มันก็ไร้ความหมายที่ทำขึ้นมา ธุรกิจในเมืองไทยเองก็จำเป็นต้องรีบเติมเต็มนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเวลานี้การผลิตสินค้าแบบเก่า ๆ กำลังเปลี่ยนไป หากผู้คนเจอสิ่งไหนที่สด ใหม่ และทันสมัยมากกว่า พอลองใช้แล้วเข้ากับพวกเขาได้ดี ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจจากสิ่งเดิม ๆ ได้เหมือนกัน ที่มา : kr-asia

ตัวเลือกการเผยแพร่เนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตในประเทศจีน

สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน การใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนจะถูกควบคุมและออกกฎโดยหน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลจีน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับจากเมืองหรือภูมิภาคนั้น ๆ พื้นฐานของกฎต่าง ๆ ที่ถูกตั้งขึ้นก็เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมในเนื้อหาหรือธุรกิจของคุณก่อนเผยแพร่ว่ามีหลักเข้ากับการได้รับใบอนุญาตหรือไม่ ซึ่งใบอนุญาตในการเผยแพร่เนื้อหาหรือ ICP ของจีนเองก็มีอยู่หลายระดับ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและปัจจัยอื่น ๆ เรื่องนี้น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะบรรดาธุรกิจของไทยที่มีความประสงค์อยากไปทำตลาดในเมืองจีนต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ต้องเกิดปัญหาด้านอื่น ๆ ตามมา รวมถึงยังเป็นแนวทางดี ๆ ในการทำธุรกิจอีกด้วย ไม่อยากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบในจีนทำอย่างไรดี อย่างไรก็ตามยังพอมีช่องว่างให้กับธุรกิจที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตเผยแพร่เนื้อหา หรือ ICP เพราะสามารถลงเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มและบริการต่าง ๆ ของประเทศจีน, อีเมล์จีน, โซเชี่ยลมีเดียของจีน, เสิร์ช เอนจิ้นของจีน ฯลฯ อย่างไรก็ตามหากลงผ่านช่องทางดังกล่าวต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้วยการเผยแพร่เป็นภาษาจีน ซึ่งทางผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเหล่านั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบ แก้ไข หรือปิดกั้นเนื้อหาที่มองว่าไม่เหมาะสมออกไป แม้รายละเอียดทั้ง 2 แบบจะดูซับซ้อนและเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศจีนถือเป็นเป้าหมายของธุรกิจหลายแห่งบนโลกเนื่องจากมีจำนวนประชากรอยู่เยอะ จึงอยากแนะนำวิธีเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ ของคุณในประเทศจีนดังนี้ แพลตฟอร์มระหว่างประเทศกับจีน International and Chinese System as a Service (SaaS) ระบบระหว่างประเทศกับจีนในฐานะผู้ให้บริการ สถานะอินเตอร์เน็ตของคุณเอง ทั้งนี้ คำว่า ระหว่างประเทศ คือ ทุก ๆ บริการที่อยู่นอกประเทศจีนรวมถึงฮ่องกงและไต้หวัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่แปลความหมายได้คือ หากมีคนในประเทศพยายามเข้าถึงอินเตอร์ที่มาจากภายนอก เช่น Youtube, Facebook ฯลฯ ก็อาจถูกบล็อก หรืออาจใช้งานได้ช้าลง และแน่นอนว่าในประเทศจีนไม่สามารถใช้งาน Google ได้ บทสรุปการจัดการตัวเลือกเพื่อเผยแพร่เนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตในประเทศจีน International and Chinese Service Delivery Platforms (SDP) หรือ แพลตฟอร์ให้บริการระหว่างประเทศและจีน ถือเป็นซัพพลายเออร์ลำดับที่ 3 ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับธุรกิจและผู้บริโภค เช่น บริการโทรศัพท์มือถือ, การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต, เสิร์ช เอนจิ้น, เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ เช่น Amazon, E-Bay สำหรับในเมืองจีน SDP ได้รับความนิยมสูงมากเพราะได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล โดยพวกเขาเองก็มีบริการจากต่างประเทศเพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างชาติสามารถขายสินค้าในประเทศจีนได้โดยไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจกับชาวจีนโดยตรง International and Chinese System as a Service (SaaS) เป็นการให้สิทธิ์เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์ ต้องมีการสมัครสมาชิกและถูกส่งผ่านโฮสต์ พร้อมทั้งระบบการจัดการต่าง ๆ บ่อยครั้งมักถูกเรียกว่า on-demand software สถานะอินเตอร์เน็ตของคุณเอง ทำการเผยแพร่อินเตอร์เน็ตด้วยตนเองผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศหรือภายในประเทศจีนเองก็ตามผ่านบริการของโฮสต์ติ้งและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ด้วยความที่ประเทศจีนไม่ให้ใช้งานเสิร์ช เอนจิ้น จากภายนอก พวกเขาจึงพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาเอง และครอบครองตลาดในสัดส่วน ดังนี้ Baidu – 77.73% Shenma – 9.35% 360 Search– 6.37% Sogou – 3.59% Google – 1.67% Bing / Yahoo – 1.14% จากสถิติดังกล่าวจะเห็นว่าด้วยการเข้าถึง Google มีความล่าช้ามาก และใช้เวลานานกว่า 1 นาที ในการเปิดหน้าเว็บไซต์ ส่วน Bing ที่ผลิตขึ้นโดย Microsoft ก็มีเปอร์เซ็นต์ใช้งานน้อยกว่า 2% ส่วน Yahoo ที่เป็นเจ้าของเดียวกันก็ไม่ได้ถูกใช้งานเลยด้วยซ้ำ สรุปแนวคิด การจะเข้าไปเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตในประเทศจีนจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ให้ดี เพราะถ้าทำการตลาดผิดพลาดโอกาสที่จะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาไม่ว่าจะเป็นสินค้าโดนแบน, ถูกรัฐบาลตั้งข้อสงสัย และอื่น ๆ อีกมากมาจะทำให้ธุรกิจเสียหายเอาได้ง่าย ๆ แต่ถ้าหากเข้าใจในการนำเสนอเนื้อหาต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตในประเทศจีน ก็จะช่วยให้ธุรกิจเดินได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม หลาย ๆ ธุรกิจในเมืองไทยเองกำลังมีแนวโน้มพร้อมวางแผนจะส่งสินค้าหรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ไปทำตลาดในประเทศจีน นอกจากการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับคนจีนแล้ว ช่องทางการนำเสนอเนื้อหาต่าง ๆ ก็ห้ามมองข้ามเช่นกัน เพราะต่อให้สินค้าดี มีคุณภาพ น่าจะตอบโจทย์คนจีน แต่เมื่อพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดสินค้าเหล่านั้นได้ก็ไร้ความหมายที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต ที่มา : accesstochina

อุตสาหกรรมพอดแคสต์และการใช้เสียงของจีนกำลังเติบโตเพราะพิษโควิด-19

อย่างที่เคยบอกกันไปบ่อย ๆ ว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้หลาย ๆ ธุรกิจทั้งในประเทศจีนและทั่วโลกเกิดปัญหาอย่างหนัก แต่ในทางกลับกันก็มีบางธุรกิจสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วทั้งด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนึ่งในอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังมาแรงมาก ๆ ในตอนนี้ก็คือบรรดาพอดแคสต์ และสื่อที่ใช้เสียงทั้งหลาย เรื่องนี้น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะมันแสดงให้เห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้คลื่นวิทยุเองแทบจะไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว แต่ล่าสุดธุรกิจด้านเสียงกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะพิษโควิด-19 มูลค่าอุตสาหกรรมด้านเสียงของจีนมีโอกาสพุ่งสูงถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผู้จัดการด้านข่าวกีฬาอาวุโสในจีนท่านหนึ่งเป็นคนนอนหลับยากเนื่องจากเขามีช่วงเวลาพักผ่อนต่างไปจากคนปกติ เขายอมรับว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นอนไม่หลับก็จะเลือกเปิดพอดแคสต์ในช่องที่ชื่นชอบ เพื่อเลือกฟังเสียงตามไฟล์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ หนังสือ, ภาพยนตร์ หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องการท่องเที่ยว พร้อมกันนี้เจ้าตัวยังยอมรับว่าการฟังพอดแคสต์ก่อนนอนช่วยให้มีจิตใจที่สงบลง คลายความกังวลจากชีวิตประจำวันได้เยอะมาก ๆ ตรงนี้เองช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น นั่นคือ 1 ใน 542 ล้านคนที่หันมาใช้บริการพอดแคสต์ ซึ่งกำลังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มาแรงสุด ๆ ในประเทศจีน รวมไปถึงหนังสือเสียง, การถ่ายทอดสดเสียง และคอนเทนต์เสียงออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งรายรับจากอุตสาหกรรมตรงนี้ของจีนเมื่อปี 2019 ตกประมาณ 17.58 พันล้านหยวน (2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นจากปี 2018 ถึง 55.1% อีกทั้งยังมีการคาดเดาในอนาคตว่าอาจมีรายรับแตะไปถึงระดับ 27.2 พันล้านหยวน (3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ได้ไม่ยากในปี 2020 ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมพอดแคสต์ของจีน แม้ว่าจะมีแพลตฟอร์มพอดแคสต์หลาย ๆ เจ้าในเมืองจีน แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มผู้นำหรือยักษ์ใหญ่ในวงการนี้จริง ๆ ต้องยกให้กับ 3 รายดังต่อไปนี้ Ximalaya FM มีบริการหนังสือเสียง, เพลง, รายการบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ, ข่าว และอื่น ๆ ระยะเวลาให้หลัง 1 ปี หลังเปิดตัวไปตอน ค.ศ. 2013 แอปฯ ของพวกเขามีผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคน ส่วนปัจจุบันมีสูงถึง 79 ล้านคน / เดือน QingTing FM ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 เป็นกลุ่มธุรกิจเสียงออนไลน์ในเมืองเซี่ยงไฮ้ มีการรวมเอาเนื้อหาเสียงที่หลากหลาย รวมถึงการออกอากาศสถานีวิทยุทั่วโลก, หนังสือเสียง, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ และรายการเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ Lizhi FM เปิดตัวในปี 2013 โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนอายุต่ำกว่า 24 ปี ซึ่งจะเน้นเนื้อหาแบบเฉพาะกลุ่มซึ่งได้รับความนิยมและสร้างรายได้ให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะโควิด-19 ทำให้ธุรกิจเสียงเติบโต ด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนจีนต้องเปลี่ยนไป เมื่อไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ บวกกับรายการทีวีก็ถ่ายทำไม่ได้จึงไม่มีอะไรให้ดู พวกเขาเริ่มหันมาใช้บริการกลุ่มธุรกิจเสียงมากขึ้น จากการศึกษาเห็นว่าค่าเฉลี่ยของตลาดพอดแคสต์น่าจเพิ่มขึ้นอีกราว ๆ 50% หากเทียบกับรายได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 ขณะที่รายงานจาก iResearch ระบุว่าจำนวนผู้ใช้งานออนไลน์เพราะพิษโตวิด-19 มีสูงมาก โดยแบ่งเป็น เนื้อหาเพลงออนไลน์ 89%, เกมออนไลน์ 82% และวิดีโอออนไลน์ 74% และเชื่อว่าในอนาคตจะสูงกว่านี้ไปอีก สรุปแนวคิด การตามพฤติกรรมผู้บริโภคให้ทันเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เจ้าของธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม ใครจะคิดว่าธุรกิจกลุ่มพอดแคสต์ หรือธุรกิจเสียงที่ค่อย ๆ ลืมเลือนไปตามกาลเวลาจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งเพราะการเข้ามาของไวรัสโควิด-19 ดังนั้นพอพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจจึงต้องรับมือและปรับตัวอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย บรรดาธุรกิจในเมืองไทยโดยเฉพาะสื่อหรือกลุ่มคนมีชื่อเสียงทั้งหลาย การนำเอาจุดแข็งของตนเอง เช่น น้ำเสียง, เนื้อหาคอนเทนต์ มาสร้างงานสไตล์พอดแคสต์หรืองานเสียง นับเป็นอีกช่องทางดี ๆ ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้จริง หรือบรรดาธุรกิจไอทีเองก็ต้องมองถึงผลิตภัณฑ์ที่จะตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานด้านนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อรู้จักและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงยังไงธุรกิจก็ไม่มีวันพังได้ง่าย ๆ แน่นอน

TikTok อาจทำเงินให้ Microsoft 500 ล้านเหรียญ หากซื้อสำเร็จ

TikTok อาจทำเงินให้ Microsoft มากกว่า 500 ล้านเหรียญ หากการซื้อกิจการของ Bytedance ในส่วนที่ดำเนินการในสหรัฐได้สำเร็จ โดยคาดว่าจะปิดดีลได้ภายในเดือนกันยายนนี้ หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจสั่งแบนแอปพลิเคชั่น TikTok ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีเงื่อนไขว่า หากทางบริษัทไมโครซอฟต์ เข้ามาซื้อ TikTok ได้ แพลทฟอร์มยอดนิยมตัวนี้ก็จะได้รับอนุญาตให้ใช้งานอีกครั้ง TikTok เป็นแพลทฟอร์มโซเชียลคลิปวีดีโอสั้น ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกา ที่มีผู้ใช้งานเป็นอันดับที่สามในโลก แต่ทางรัฐบาลสหรัฐก็มีความกังวลจากการที่เห็นว่า รัฐบาลจีน ใช้ TikTok เป็นเครื่องมือสำหรับการล้วงข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน รวมถึงนโยบายของทรัมป์เองที่ไม่ต้องการให้ข้อมูล Server สำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐต้องออกไปอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งตัวทรัมป์เองในช่วงที่ครองตำแหน่งประธานาธิบดี ก็ออกมาเรียกร้องให้บริษัทสัญชาติอเมริกัน ดึงฐานการผลิตจากต่างแดนให้กลับมาเปิดโรงงานผลิตในสหรัฐแทน เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล ทั้งในแง่ของนวัตกรรม ข้อมูลต่างๆ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทด้านไอที โดยเฉพาะ Apple ที่มีฐานการผลิตใหญ่ที่สุดอยู่ในประเทศจีน และไม่สามารถโยกย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในสหรัฐได้ เพราะปัจจัยหลายอย่าง ส่วนแพลทฟอร์ม TikTok ของบริษัท Bytedance ก็ถูกคาดการณ์ว่า จะถูกซื้อโดย ไมโครซอฟต์ บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ โดยจะซื้อ TikTok ในส่วนที่ดำเนินการในสหรัฐ โดยมีการวิเคราะห์ว่า มูลค่าของ Bytedance ตอนนี้อยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสถานการณ์ของไมโครซอฟต์ ตอนนี้ทางบริษัทก็กำลังมีความต้องการได้แพลทฟอร์มที่ให้บริการด้านโซเชียลมีเดีย เพื่อจะได้แข่งขันในตลาดนี้กับทาง Facebook และ Youtube ซึ่งในวงการไอทียอมรับกันว่า หลายปีที่ผ่านมาไมโครซอฟต์ปั้นผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ค่อยโดนใจผู้ใช้งานเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับบรรดาคู่แข่งที่พัฒนากันไปมาก จนทางไมโครซอฟต์ถึงกับถูกค่อนขอดจาก Apple ว่าตอนนี้คนในไมโครซอฟต์เอาแต่หากินจากการฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ล่าสุด หลังจากมีการประกาศออกมาว่า ไมโครซอฟต์อาจจะปิดดีลการซื้อ TikTok ได้สำเร็จในเดือนกันยายน ก็ทำให้หุ้นของไมโครซอฟต์พุ่งขึ้นกว่า 5.6% โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 11.6 เหรียญสหรัฐ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นมูลค่าที่สามารถจัดการดีลนี้้ได้เลย ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า TikTok จะทำเงินให้ไมโครซอฟต์ได้ราว 500 ล้านเหรียญ คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าดีลนี้จะลุล่วงได้ด้วยดีหรือไม่ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

มนุษย์หลบไป เวอร์ชวลไอดอล KOL กำลังรุ่งในตลาดออนไลน์จีน

งานนี้เรียกว่า เนตไอดอล หรือ KOL ทั้งหลายมีตะลึง เพราะกำลังมีเนตไดอลแบบใหม่ที่เข้ามาเขย่าวงการ แถมดูท่าทางจะไม่ใช่กระแสประเดี๋ยวประด๋าวด้วย เพราะในบางประเทศเช่นญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้มาสักระยะแล้ว แถมดูจะได้รับผลตอบรับที่ดีด้วย ตอนนี้ในวงการตลาดจีน โดยเฉพาะบนออนไลน์ Live-Stream ก็กำลังเริ่มปรับตัว แทนที่จะจ้างเนตไอดอลค่าตัวมหาศาล พวกเขาใช้วิธีเอาเนตไอดอลที่ไม่ใช่มนุษย์มาใช้ซะเลย หลายคนคิดว่า พวกเขาจะแย่งงานหรือไม่ บอกเลยว่าไม่เสมอไป มีตัวอย่างเช่น หลี่เจี่ยฉี KOL สายความงาม เจ้าของฉายาลิปสติกคิงคนดังของจีน เขานึกครึ้มไปเอาไอดอลไซเบอร์มาช่วยกระตุ้นยอดขาย ทำให้สามารถ ดึงความสนใจของวัยรุ่นสายโอตะได้ซะอย่างนั้น แล้วยังมีการขยายรูปแบบการตลาดออกไปในประเทศอื่นได้ด้วย เพราะมีกรณีที่ KOL และแบรนด์ในจีนไปศึกษากรณีของการทำตลาดโดยใช้ ฮัตสึนะ มิกุ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเวอร์ชวลไอดอลที่ดังระเบิดโคตรๆในญี่ปุ่นเอามาใช้ด้วย ส่วนล่าสุด แบรนด์ดังอย่าง Lux ได้เลือกวางกลยุทธ์ ไปจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทผู้ผลิตเกม แล้วเอาตัวละครจากเกมจีบหนุ่มชื่อดังของจีนอย่าง “Mr Love: Queen’s Choice” (恋与制作人) มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าของตน แล้วทำไลพ์ซะด้วย ผลคือทำยอดขายได้ดีอย่างไม่่เชื่อ ส่งผลทำให้บริษัทผู้ผลิตเกมและเจ้าของสินค้าตกลงเป็นพาร์ทเนอร์จริงจังกันซะแล้ว เรียกว่างานนี้ ปรับตัวกันแบบสุดๆ เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากครับ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

คนจีนช็อปออนไลน์พุ่งถึง 56 ล้านหยวน ช่วงกักตัวโควิด-19

ในช่วงที่คนจีนถูกกักตัวจากเชื้อโควิด-19 ดูเหมือนว่า จะเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งถ้าหากทุกธุรกิจไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวเองก็คงจะไปต่อได้ลำบาก ส่วนในประเทศจีนเอง กลับมีรายงานชี้ว่า คนจีนมีการใช้จ่ายเงินทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นจนเป็นประวัติการณ์ โดยรายงานในภาพรวมมาจาก CIW ที่ระบุว่า ในสิ้นเดือนมีนาคม หรือช่วงสิ้นไตรมาสแรกของต้นปี 2020 ที่ผ่านมา พบว่าจำนวน Users ผู้ใช้งานในระบบออนไลน์ Payment ในประเทศจีน พุ่งขึ้นไปแตะที่ 768 ล้านคน ซึ่งถือว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น 168 ล้าน หากเปรียบเทียบจากสิ้นปี 2018 นับว่าเป็นสัดส่วนราว 85.3% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนเวลานี้ ในส่วนของมูลค่าใช้จ่าย มียอดใช้สูงถึง 56.7 ล้านล้านหยวน ตามรายงานจาก iResearch สำหรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์ระบาดของ Covid-19 เพราะทำให้คนจีนต้องถูกกักตัวอยู่ในบ้าน ซึ่งทำให้ผู้คนต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต แล้วหันมาใช้จ่ายบนออนไลน์เป็นหลัก ด้านแอปพลิเคชั่นที่คนจีนนิยมใช้งานมากที่สุดคือ - Alipay 55.1% - Tenpay (Tencent) 38.9% กล่าวได้ว่าเพียงแค่แอปพลิเคชั่นของสองบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent ก็ครอบครองทั้งตลาดมากกว่า 94% ของแพลทฟอร์มด้านธุรกิรรมการเงินออนไลน์ทั้งหมดแล้ว ในส่วนช่องทางที่นิยมใช้งานที่สุด ยังคงเป็นผ่านทางมือถือสมาร์ทโฟน แต่พบว่าจำนวนผู้ใช้ทางมือถือลดลง 17.7% ถือว่าเป็นจำนวนการใช้งานบนมือถือที่ลดลงมากที่สุดในหลายปีหลัง ด้านสาเหตุอาจมาจากการที่คนจีนถูกกักตัวแล้วทำให้การใช้งานจ่ายออนไลน์ไปอยู่บนช่องทางอื่นมากกว่าแค่บนมือถือ ส่วนการใช้จ่ายผ่านการสแกน QR Code แบบออฟไลน์ อยู่ที่ 6.6 ล้านล้านหยวน ซึ่งมีการเข้าใช้งานลดลงจากเดือนก่อนราว 31.1% ด้านสาเหตุของการลดลงจากการใช้งานบนมือถือ ก็น่าจะสืบเนื่องจากพฤติกรรมของคนจีนที่ถูกกักตัว แต่ทั้งนี้ก็คาดว่าเป็นเพียง พฤติกรรมชั่วคราวเท่านั้น ในภาพรวมแล้วการลดลงของการใช้งานยากที่จะใช้วัดอะไรได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนจีนที่ยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์และการใช้งานแพลทฟอร์มบนมือถือเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะได้กลับมาให้เห็นชัดเจนในช่วง Rebound หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้วนั่นเอง ดังนั้นช่องทาง Online Payment จึงยังเป็นส่วนสำคัญในการทำตลาดจีนออนไลน์ที่ยังขาดไม่ได้ แล้วยังจำเป็นสำหรับการบุกตลาดจีนออนไลน์ ต่อไปอย่างยิ่งครับ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

Louis Vuitton เปิดตัวไลพ์บน Xiaohongshu ลุยตลาดจีน

ตอนนี้ มีแบรนด์เนมชื่อดังในกลุ่ม Luxury จำนวนไม่น้อยที่กำลังหาทางใช้ช่องทางออนไลน์ในการบุกตลาดจีน โดยเฉพาะหลังจากช่วงโควิด-19 ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ดังที่น่าจับตาก็เช่น Louis Vuitton ล่าสุดทางแบรนด์ได้ออกมาเปิดตัวช่องทางไลพ์ของตนบน Xiaohongshu (Little Red Book) แพลทฟอร์มยอดนิยมอีกตัวหนึ่งของจีน โดยเฉพาะในตลาดวัยรุ่น ปัจจุบัน Xiaohongshu หรือ Little Red Book เป็นแพบทฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียชื่อดังที่คนจีนใช้งานกันมาก ก็ทำให้มีแบรนด์เนมชื่อดังเข้ามาเปิดตัวใช้งานกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Louis Vuitton ออกมาประกาศว่าพวกเขาเริ่มเดบิวต์ Live ของตนเองผ่านแพลทฟอร์มนี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามของแบรนด์ดังจากฝรั่งเศส ในการบุกตลาดจีนบนช่องทางออนไลน์ ที่สำคัญคือ นี่เป็นแพลทฟอร์มที่วัยรุ่นจีนและตลาดบนของจีนนิยมมากในเวลานี้ด้วย สำหรับการทำไลพ์ที่แพร่ออกมาเพื่อเปิดตัวนี้ มีความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง ในนั้นยังมีบทสัมภาษณ์ของ เซเล็บชื่อดังของจีนอย่าง Zhong Chuxi ซึ่งออกมาตอบแฟนๆใน Live อีกด้วย และพบว่าการติดตามเป็นผลบวกพอสมควร เมื่อทำให้มีผู้เข้าชมมากว่า 152,000 วิว แล้วนำไปสู่โอกาสทางการตลาดและขายสินค้าไปด้วย ตอนนี้ไม่เพียงแต่แบรนด์หลุยส์วิตตอง แต่ยังมีแบรนด์อื่นๆที่กำลังขยับบุกเข้าตลาดจีนบนช่องทางออนไลน์ และการปรับตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Hemes Guerlain Christian Dior Yves Saint Laurent เป็นต้น การเปิด Live ผนวกกับ KOL กลายเป็นอีกกลยุทธ์ที่ ต้องเริ่มใช้แล้วครับ ถ้าจะบุกตลาออนไลน์ให้ได้ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

Tik Tok รายได้พุ่ง สู้กับ Youtube

TikTok รายได้พุ่งทะยาน ท้าชนสู้กับ Youtube โดยสามารถทำรายได้มากกว่า 110 ล้านเหรียญทั่วโลก เมื่อในเดือนเมย. ที่ผ่านมา ถือว่ายังคงร้อนแรงไม่หยุด สำหรับ Tiktok แพลทฟอร์มคลิปวีดีโอสั้นจากจีนที่มาแรงที่สุดของโลก ซึ่งมีรายงานล่าสุดว่า มีผู้ใช้งานในเดือน เมย. ที่ใช้จ่ายเงินไปกับ Tiktok มากถึง 110 ล้านเหรียญสหรัฐจากผู้ใช้งานทั่วโลก สำหรับเรื่องนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า นี่อาจจะเป็นการท้าชนกับแพลทฟอร์มใหญ่สุดของโลกอย่าง Youtube ในฐานะที่เป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับคลิปวีดีโอที่สามารถทำเงินมากที่สุด และไม่ใช่ในกลุ่มที่เป็นเกมออนไลน์ ตามรายงานจากบริษัท Bytedance ระบุว่า Tiktok กลายเป็นแอปพลิเคชั่นในกลุ่มที่ ไม่ใช่เกม แล้วทำเงินได้มากที่สุดของจีนในเวลานี้ แล้วยังติด Top10 อันดับของแอปที่ดาวโหลดจาก Google Play มากที่สุดในเดือนเมย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้หากเปรียบเทียบระหว่าง Tiktok กับ ยูทูป ซึ่งฝ่ายหลังทำเงินได้มากถึง 76 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนเมย. โดยรายได้หลักมาจาก สหรัฐ 56.4% และอันดับสองจากญี่ปุ่น 11% ส่วนแอปอื่นๆที่กำลังมาแรงสำหรับในเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ Tinder, Disney+ และ Tencent Video นอกจากนี้รายได้หลักของ Tiktok มาจากการจ่ายค่าโฆษณาเป็นหลัก และผู้ใช้งานก็ดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะจ่ายตรงนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกักตัวจากโควิด-19 ระบาด ทำให้แพลทฟอร์มนี้เป็นที่นิยมใช้งานมากขึ้นไปอีก แล้วที่กำลังดังมากคือ ห้มีการใช้จ่ายที่เรียกว่า Douyin Coins ที่คนใช้งานจะ “เปย์” ให้กับเหล่าเนตไอดอล Influencer ที่พวกเขาถูกใจหรือชื่นชอบ โดยเฉพาะในระหว่างที่พวกเขากำลังทำไลพ์สตรีม ไม่ว่าจะร้องเพลง เต้น สอนทำอาหาร ให้ข้อมูล ความรู้ หรือด้านบันเทิงต่างๆ สำหรับอุปสรรคที่พบอยู่บ้างก็คือ Tiktok มีข้อจำกัดในเรื่องของการ เซนเซอร์ และถูกตั้งคำถามในเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะจากรัฐบาลของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า การจะทำตลาดออนไลน์จีนในเวลานี้ การใช้งานแพลฟอร์ม Tiktok ได้กลายเป็นแอปพลิเคชั่นกระแสหลักที่ขาดไม่ได้มากขึ้นไปทุกที ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

ทำไม KOL สาย Niche Market ถึงกำลังมาแรงบนโลกออนไลน์จีน

เนตไอดอล หรือ KOL ในตลาดสาย Niche Market ของจีนกำลังมาแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบนแพลทฟอร์มออนไลน์ ถ้าใครอยากขายของออนไลน์ อาจจะดูข้อมูลนี้ไว้ศึกษาก็ได้ เนื่องจาก ช่องทางออนไลน์ในจีนเวลานี้กำลังเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก แต่แน่นอนว่าการแข่งขันก็สูงตามไปด้วยเหมือนกัน ล่าสุดมีข้อมูลบางส่วนชี้ว่า กลุ่ม KOL ในตลาดแบบ Niche Market ในจีน กำลังมาแรงมาก โดยที่หลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ จากข้อมูลในปี 2019 โดย Jingdaily ชี้ว่า คนจีนใช้แพลทฟอร์มโซเชียลที่จับตลาดแบบเฉพาะทางมากขึ้น ได้แก่ Tiktok, Kwai, Weibo คือแพลทฟอร์มยอดนิยมใน 3 อันดับแรก ที่คนจีนเริ่มนำมาใช้เพื่อการตลาด รูปแบบคลิปวีดีโอสั้น กำลังได้รับความนิยมสูงสุด งานอดิเรกเฉพาะทาง เริ่มถูกนำมาทำคลิปสั้นเผยแพร่มากขึ้น แล้วที่น่าสนใจก็คือ บริษัท เอเจนซี่ ก็เริ่มมองหา KOL เฉพาะทางเหล่านี้ให้กับแบรนด์สินค้าต่างๆในจีนมากขึ้นด้วย ในแง่นี้ ถ้าหากใครทำตลาดออนไลน์ แล้วยังไม่เริ่มคิดทำคลิปสั้นเพื่อใช้ในแพลทฟอร์มเหล่านี้ ถือว่าตกเทรนด์และเสียโอกาสอย่างแรง ต้องเริ่มครีเอทเรื่องนี้ครับ นี่จึงถือว่าเป็นอีกรูปแบบของตลาดจีนออนไลน์ที่มาแรงในเวลานี้ เพียงแต่เราต้องรู้ด้วยว่า สินค้าของเราที่เป็น ตลาดเฉพาะ Niche Market มีกลุ่มลูกค้าคือใคร แล้วควรเลือกใช้ KOL แบบไหน ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

อาลีบาบา ช่วยหนุน SME รายย่อยจีน หลังวิกฤตโควิด-19

การหนุนเสริมจาก อาลีบาบา โดยตอนนี้ บรรดา SME รายย่อยในจีน อาจจะกำลังพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หลังจากผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้กำลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่ม ท่ามกลางวิกฤต Covid-19 ต้องยอมรับว่า ในสถานการณ์ Covid-19 ที่ทำให้ทุกธุรกิจทั่วโลกย่ำแย่ โดยเจ้าของกิจการขนาดย่อม หรือ SMEs เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ก็มีรายงานที่น่าสนใจว่าบรรดา SME รายย่อยในจีนกำลังเติบโตมากขึ้น ถึงแม้ว่าธุรกิจในจีนกำลังอยู่ในสถานการณ์ล็อกดาวน์จากการแพร่กระจายของ Covid-19 ก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เครืออาลีบาบา (Alibaba) บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีคอมเมิร์ซที่ก่อตั้งโดย แจ็คหม่า ได้ร่วมเปิดตัวโครงการส่งเสริมการพัฒนาทางดิจิทัลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะการช่วยเหลือในด้านธุรกรรมการเงิน สำหรับคอนเซปของโครงการ คือความร่วมมือช่วยเหลือกันระหว่าง SMEs กับบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ที่อยู่ในท้องถิ่น ให้ขยับไปสู่ช่องทางดิจิทัล แล้วให้ความสำคัญกับสินค้าระดับ Domestic หรือสินค้าท้องถิ่นในจีน เพื่อการแข่งขันในตลาดระดับประเทศ ทางอาลีบาบาก็ยังให้การช่วยเหลือด้านการเงิน โดยเฉพาะเรื่องการกู้ยืมเพื่อลดภาระทางการเงินกับ SMEs โดยเป็นการดำเนินงานของธนาคารออนไลน์ของ Ant Financial ซึ่งก็เป็นหนึ่งในบริษัทการเงินในเครืออาลีบาบา ที่จะมีการทำงานร่วมกับธนาคารอีกหลายร้อยแห่ง เพื่อปล่อยสินเชื่อแบบไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันให้ SMEs อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีการประกาศออกมาจากทาง MYbank ธนาคารดิจิทัล ซึ่งเป็นธนาคารที่อยู่ภายใต้ Ant Financial ได้มีการประกาศออกมาว่า กลุ่มธุรกิจ SME ในประเทศจีนที่ดำเนินธุรกรรมอยู่ในเครือของบริษัท มากถึง 20.87 ล้านราย ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 70% จากปีก่อน สำหรับในปัจจุบัน MYbank ถือว่าเป็นธนาคารดิจิทัลที่สำคัญ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์มากกว่า 400 ราย ทำหน้าที่ช่วยเหลือในด้านบริหารจัดการเงินและกู้เงินให้กับ SME รายย่อยของจีน ซึ่งสามารถปล่อยเงินกู้เฉลี่ยแต่ละรายได้มากถึง 31,000 หยวน หรือประมาณ 4,436 เหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 20% โดยเมื่อสิ้นปี 2019 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์พุ่งแตะถึงหลัก 139.5 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.99 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับรายได้พุ่งไปแตะที่ 6.62 พันล้านหยวน หรือประมาณ 948 ล้านเหรียญ ในสถานการณ์ Covid-19 การเติบโตของ SME ในจีน ถือว่ามีความสำคัญ ดั่งคำที่ว่า ต้นไม้จะเติบโตได้ ต้องมีรากดี ซึ่งธุรกิจระดับประเทศเองจะเดินหน้าไปได้ กิจการรายย่อยก็ต้องไปรอดได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็พังกันทั้งหมด ในขณะที่ธุรกิจหลายภาคส่วนของไทยก็อิงกับกิจการขนาดใหญ่ของระดับประเทศ รวมถึงต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอื่นๆ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

เครื่องสำอางและสกินแคร์ ขายดีบนเว็บ Tmall เพราะอะไร

เว็บอีคอมเมิร์ซ Tmall เว็บขายของออนไลน์ชื่อดังในเครืออาลีบาบา เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญมาก สำหรับช็อปปิ้งออนไลน์ใหญ่ที่สุดของคนจีน ที่สำคัญคือ กลุ่มสินค้าประเภทแบรนด์เนม ตอนนี้ถ้าต้องเลือกหาซื้อที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว Tmall เป็นร้านค้าออนไลน์เบอร์หนึ่งของจีน ก่อนอื่นมาลองดูว่า ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา มีกระแสอะไรบ้างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสกินแคร์ Tmall ทำยอดขายสถิติใหม่ สถิติในปีนี้พบว่าหลังจากใช้เวลาเพียงแค่ 7 นาทีตั้งแต่การเปิดให้พรีเซล ยอดซื้อขายก็พุ่งทะยานมาก โดยพบว่ากลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตสูงสุดคือ - สกินแคร์ เครื่องสำอาง ทำยอดขาย 500 ล้านหยวน (ราว 2.25 พันล้านบาท) - เครื่องใช้ไฟฟ้า ของตกแต่งบ้าน ทำยอดขาย 100 ล้านหยวน (ราว 450 ล้านบาท) ส่วนในปีนี้ พบว่ามีมากกว่า 2,200 แบรนด์ บนเว็บไซต์ Tmall ที่ทำยอดขายทะลุ 100 ล้านหยวน (ราว 450 ล้านบาท) นี่จึงเป็นโอกาสที่หลายแบรนด์ดัง โดยเฉพาะในสองกลุ่มใหญ่ที่ว่ามาได้เข้ามาแข่งขันในตลาดจีนทางออนไลน์เวลานี้ สินค้าจากแบรนด์ดังเข้ามาร่วมมากขึ้น ตลาดจีน เป็นตลาดใหญ่สุดของโลกในด้านนี้ ซึ่งช่วงหลังบรรดาแบรนด์ดังจากตะวันตกก็เริ่มเข้ามาลุยในช่องทางนี้กันมากขึ้น อีกทั้งตั้งแต่เกิดวิกฤต การระบาดของ Covid-19 ก็ทำให้แบรนด์เนมดังๆที่ไม่ได้เน้นช่องทางตลาดออนไลน์ ต้องหันมาเน้นอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว สำหรับเว็บไซต์ Tmall เป็นอีคอมเมิร์ซ ที่มีแบรนด์ดังทั่วโลกเข้ามาร่วมด้วยมากที่สุดในเวลานี้ ที่สำคัญคือตอนนี้มีหลายแบรนด์ดังในตะวันตกกำลังใช้เว็บนี้เป็นช่องทางแก้ปัญหาหลัง Covid-19 ไลพ์สตรีม Live-Stream มาแรงแบบคาดไม่ถึง ตอนนี้ถ้าใครยังไม่ได้เตรียมแผนการทำช่องทางนี้ ควรต้องเริ่มศึกษาอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะรูปแบบการทำไลลพ์สตรีมจะกลายเป็นแนวทางสำคัญในระยะยาวของการตลาดออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ที่สามารถนำมาใช้ได้แทบจะทุกวงการเลยก็ว่าได้ ปัจจุบันมีรายงานว่า กำลังมีเจ้าของธุรกิจมากกว่า 600 ราย เข้าร่วมการทำตลาดและการโฆษณา โปรโมชั่น โดยผ่านทาง Livestreaming สำหรับของจีนเอง ก็มีรูปแบบสำคัญที่มาแรงเอามากๆ นั่นคือ Taobao Live ที่เปิดบริการกับ Taobao และกลายเป็นช่องทางยอดนิยม ที่มี KOL หลายคนเข้ามาใช้งาน ทีรวิวสินค้า ทำการตลาด แล้วช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว แถมยังใช้ได้กับสินค้าหลายประเภท ทั้งหญิงและชายด้วย ช่วยสร้างอาชีพใหม่ ที่เข้ากับสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ในเมื่อการทำไลพ์มาแรง จึงทำให้โจทย์ที่เกิดขึ้นคือ การแข่งขันในเรื่องการสร้างสรรค์เนื้อหา การทำคอนเท็นต์ เพื่อการไลพ์หรือรีวิวสินค้าในช่องทางนี้ให้น่าสนใจ รวมถึงการผลักดันให้เกิดอาชีพใหม่ทางออนไลน์ที่จะมีความสำคัญมากขึ้นทุกที ได้แก่ บรรดา KOL, พิธีกรออนไลน์, เนตไอดอล รวมถึงคนทำตลาดที่เน้นการรีวิวสินค้าทาง Live และการทำคลิปสั้นๆเพื่อโฆษณา เป็นต้น ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นอาชีพที่ดูจะเอื้อกับไลพ์สไตล์ ของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน แถมยังเหมาะกับสินค้ากลุ่มนี้เอามากๆ เพราะ KOL ทั้งหลายสามารถ รีวิว สาธิตการใช้งาน แล้วทำให้คนดูรู้สึกอิน จนอยากจะซื้อสินค้าได้ไม่ยาก แถมลักษณะการรีวิวของสินค้ากลุ่มนี้ก็มักจะมาแนว “เพื่อนสาวคุยกัน” เน้นความบันเทิง ไม่ได้เป็นการขายจริงจัง ซีเรียส แบบสินค้ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งก็ดูเหมาะกับรูปแบบนี้ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนกลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดด้วยรูปแบบนี้กันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์หลังจากโควิด-19 เป็นต้นไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้อาชีพและช่องทางเหล่านี้สำคัญมากขึ้นทุกที อีกทั้งในปีนี้ ทางเว็บ Tmall ก็จะร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นและผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดัง เพื่อช่วยส่งเสริมการตลาด รวมถึงออกคูปองโปรโมชั่นสินค้าให้ลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท) เพื่อกระตุ้นการบริโภคด้วย สำหรับผู้สนใจทำตลาดออนไลน์จีน และเว็บอีคอมเมิร์ซ สามารถติดต่อกับทางเพจได้เลยครับ ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ หรือหากสนใจติดตามเพจ Level Up China ได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina/?ref=bookmarks

Huawei เผยมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก บ่งบอกถึงความต้องการทางเทคโนโลยี

หนึ่งในบริษัทด้านไอทีและเทคโนโลยีของจีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกต้องยกให้กับ Huawei Technologies Co ซึ่งพวกเขาได้มีการเปิดเผยรายได้ปี 2020 ในช่วงครึ่งปีแรกออกมาเรียบร้อย ปรากฏว่ารายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะรุนแรงแค่ไหน เรื่องราวนี้น่าสนใจและอยากเล่าสู่กันฟัง เพราะมันบ่งบอกได้ว่าหลาย ๆ ธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ แต่ในทางกลับกันนี่คือช่องทางสร้างรายได้ครั้งใหญ่ของบรรดาธุรกิจที่อาศัยเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เผยรายได้ 6 เดือนแรก ปี 2020 ของ Huawei Huawei Technologies Co ได้มีการเปิดเผยรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของพวกเขาออกมา โดยรายรับอยู่ที่ 454 พันล้านหยวน (ราว 64.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งรายได้ดังกล่าวนี้เพิ่มขึ้นราว 13.1% หากเทียบรายได้จากปีก่อนหน้า แม้จะเกิดข้อจำกัดมากมายจากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และปัญหาโรคระบาด ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทางมาก ๆ ในการต่อสู้ของทุกธุรกิจ คราวนี้ลองมาเทียบ 3 บริษัทในเครือต่างก็มีรายได้ที่โตขึ้นชัดเจนมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น Huawei's carrier มีรายได้ 159.6 พันล้านหยวน, Huawei's enterprise รายได้ 36.3 พันล้านหยวน และ Huawei's consumer มีรายได้สูงถึง 256.8 พันล้านหยวน โดยเฉลี่ยแล้วอัตรากำไรสุทธิทั้งหมดอยู่ที่ราว ๆ 9.2% แม้สถานการณ์โรคระบาดจะยังไม่จบแต่เทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ในแถลงการณ์ของ Huawei ที่ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องผลดำเนินการในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการต่อสู้กับปัญหาแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยพวกเขามองว่าเรื่องของเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศไม่ใช่แค่การสื่อสาร การติดต่อกันเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาโรคระบาด และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยทาง Huawei เน้นย้ำว่าพวกเขาให้ความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรรดาผู้ให้บริการและพันธมิตรอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมนี้เพื่อยังคงรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น พร้อมกันนี้พวกเขายังพร้อมสนับสนุนกับทุกองค์กรที่มีความพยายามในการหยุดปัญหาแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ให้จงได้ ในตอนท้ายพวกเขายังได้เน้นย้ำว่า แม้จะเจอสถานการณ์สุดท้าทายเพียงใดแต่ก็พร้อมปฏิบัติตามพันธกิจของบริษัทที่ได้วางเอาไว้เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทั้งลูกค้าและซัพพลายเออร์ยังคงเดินหน้าต่อไปได้พร้อม ๆ กัน ทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตได้แม้จะต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาแค่ไหนก็ตาม สรุปแนวคิด จากการเปิดเผยผลกำไรของ Huawei นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและความต้องการทางเทคโนโลยีของคนในยุคนี้อย่างมาก นึกภาพตามง่าย ๆ เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น ผู้คนไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้เหมือนปกติ เวลาต้องการซื้อของใช้ต่าง ๆ ก็ต้องใช้ผ่านโลกออนไลน์ มือถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องมีติดตัวเอาไว้ ซึ่งถ้ามองแค่ภาพรวมเรื่องของธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Huawei เพียงอย่างเดียวก็พอตอบโจทย์ได้แล้วว่า ผู้คนจะใช้งานกันเยอะมากขึ้นแค่ไหน แม้หลาย ๆ ธุรกิจจะเกิดปัญหาแต่บรรดาธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีกลับสวนทางอย่างเห็นได้ชัดในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แบบนี้ นี่จึงเป็นอีกปัจจัยที่บ่งบอกว่าธุรกิจใดยังไม่ปรับตัวโดยหันหน้ามาพึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็อาจต้องบอกลาสิ่งที่เคยทำมาตลอดทั้งชีวิตก็ได้ ปัญหาอย่างหนึ่งของธุรกิจในไทยที่มีนักบริหารเป็นคนรุ่นเก่าคือ การเปิดรับความเปลี่ยนแปลงที่คนรุ่นใหม่นำเสนอ บ่อยครั้งพวกเขามักมองว่าแนวทางที่ตนเองเคยทำมาในอดีตประสบความสำเร็จ แต่ในเมื่อโลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็ต้องปรับไปตามสภาพ การเปิดรับเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งถ้ามองในมุมบวกของปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ มันก็ช่วยให้คนทำธุรกิจยุคใหม่นำเสนอไอเดียของตนเองได้มากขึ้น จากผลกำไรของ Huawei เมื่อมองย้อนกลับมาที่บรรดาธุรกิจต่าง ๆ ในบ้านเราก็ไม่หนีกันเท่าไหร่นัก เพียงแค่ใครจะสามารถนำเอาความทันสมัย เทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างตรงจุดที่สุด ที่มา : global.chinadaily.com

TikTok กำลังเผชิญวิกฤตเรื่องเนื้อหา ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มแบน

เมื่อจีนเริ่มเข้ามามีบทบาททางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น สังเกตจากบรรดาแบรนด์สินค้าไอทีหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ส่งผลให้บางประเทศเริ่มมีมาตรการตรวจสอบเกี่ยวกับความเหมาะสมที่แอปฯ เหล่านี้ได้นำเสนอเนื้อหาให้กับผู้คน ซึ่งหนึ่งในแอปฯ ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดเวลานี้ต้องยกให้กับ TikTok แต่ด้วยเนื้อหาที่บ่อยครั้งมีความล่อแหลม ทาง TikTok จึงต้องรีบขยับตัวด้วยการออกมารายงานด้านความโปร่งใสเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาใด ๆ แอบแฝง เรื่องนี้น่าสนใจและอยากมาเล่าสู่กันฟัง เพราะมันกำลังบ่งบอกว่าแม้แอปฯ ต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจะได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะต้องยินดีต้อนรับเนื้อหาภายในแอปฯ ทั้งหมด TikTok รีบชี้แจงความโปร่งใส พร้อมปฏิบัติตามความเหมาะสม เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แอปฯ วิดีโอชื่อดังอย่าง TikTok ได้มีการเปิดเผยรายงานด้านความโปร่งใสฉบับที่ 2 เนื้อหาหลัก ๆ ของรายงานฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการลบคลิปวิดีโอกว่า 50 ล้านคลิปทั่วโลก ในช่วงครึ่งปีหลังออกทั้งหมด ซึ่งรายนี้นี้มาจาก ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok ที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งรายงานนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ TikTok ได้เปิดเผยปริมาณวิดีโอที่ถูกลบเนื่องจากไปละเมิดหลักเกณฑ์บางประการรวมถึงละเมิดข้อกำหนดชุมชน ถึงกระนั้นเนื้อหาที่ถูกลบไปหากเทียบออกมาแล้วก็แค่ 1% ของจำนวนวิดีโอทั้งหมดที่ถูกอัพโหลด โดยประเภทวิดีโอที่ถูกลบ เช่น มีลักษณะโป๊เปลือยของผู้ใหญ่, กิจกรรมทางเพศ, คลิปที่ละเมิดนโยบายด้านความปลอดภัย, เนื้อหารุนแรง เป็นต้น มีรายงานว่าทางผู้บริการเองกำลังปรับปรุงระบบให้สามารถติดธงระบุเครื่องหมายให้กับเนื้อหาบางประเภทโดยอัตโนมัติทันที เป็นตัวช่วยลดปัญหาการละเมิดกฎได้มากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าภายใน 6 เดือน จะมีการลบวิดีโอที่ไม่เหมาะสมออกได้มากถึง 98.2% ก่อนจะมีผู้ใช้งานรายอื่น ๆ รายงานเข้ามาถึงความไม่เหมาะสม หลาย ๆ ประเภทพยายามลบเนื้อหาในแอปฯ TikTok คราวนี้ลองมาพูดถึงบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่มีการเปิดให้ดาวน์โหลดแอปฯ TikTok กันสักหน่อย ในแถบภูมิภาคต่าง ๆ มีรายงานว่าคลิปวิดีโอของ TikTok ในอินเดียถูกลบไปมากกว่า 16 ล้านวิดีโอ, ในสหรัฐฯ 4.6 ล้านคลิป, ปากีสถาน 3.7 ล้านคลิป เกิดข้อเรียกร้องด้านกฎหมายอีกกว่า 500 ครั้ง จากข้อมูลของ 26 ประเทศ ทั้งนี้ข้อเรียกร้องดังกล่าวเกินครึ่งมาจากอินเดีย มากไปกว่านั้น TikTok ยังได้รับคำขอร้องให้ลบเนื้อหาบางส่วนจากรัฐบาลท้องถิ่นถึง 45 ครั้ง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา TikTok ได้ถูกสั่งให้นำออกไปจากการดาวน์โหลดแอปฯ ในอินเดีย ซึ่งเป็นคำสั่งมาจากหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีการสั่งห้ามแอปฯ จากจีน 59 แอปฯ ส่วนหนึ่งมาจากเหตุความวุ่นวายและการกระทบกระทั่งของทหารที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ ด้านสหรัฐฯ เองก็กำลังพิจารณาสั่งห้ามแอปฯ โซเชี่ยลมีเดียบางตัวจากจีน เช่น TikTok ไม่ให้เข้ามายังประเทศเพราะเกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของชาติในเรื่องการจัดการข้อมูลของผู้ใช้งาน TikTok นั่นเอง สรุปแนวคิด แม้การทำแอปฯ เพื่อความบันเทิงออกมาจะไม่ได้มีเจตนาไปล่วงล้ำสิทธิหรือความไม่เหมาะสมของประเทศใดก็ตาม แต่ด้วยวัฒนธรรม ความเชื่อ และปัจจัยอื่น ๆ ที่ต่างกัน การสร้างแอปฯ เนื้อหาเน้นความบันเทิงที่มีผู้คนใช้งานหลากหลายย่อมปฏิเสธไม่ได้ถึงความไม่พอใจของบางกลุ่มประเทศ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตแอปฯ เองต้องยอมรับและเข้าใจ ไม่มีสินค้า / บริการใดจะถูกใจคนทั้งโลกได้หมด การมองหาตลาดที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากวันหนึ่งสามารถยึดตลาดที่ตนเองตั้งเป้าเอาไว้จนแข็งแกร่งแล้ว การจะก้าวเดินไปต่อในตลาดแห่งใหม่ก็ทำได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ให้ดีเพื่อจะได้ไม่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในเชิงลบ ตัวอย่างที่ TikTok กำลังเผชิญอยู่คือ มีหน่วยงานรัฐบาลของบางประเทศเรียกร้อยให้พวกเขาลบคลิปและเนื้อหาหลาย ๆ ตัวออกไป ซึ่งมันส่งผลต่อภาพลักษณ์พอสมควรถึงความไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม สิ่งทีเกิดขึ้นนี้เป็นอีกความท้าทายที่เชื่อว่าผู้บริหารของ TikTok เองกำลังพยายามมองหาวิธีแก้ไข เพราะในเมื่อแอปฯ ของพวกเขาเป็นสื่อกลางของสังคม การควบคุมทำได้ยาก ก็ต้องลองคิดวิธีป้องกันให้ภาพลักษณ์ไม่ดีเหลือน้อยที่สุด ที่มา : kr-asia.com

แบรนด์ผงซักฟอกจีนที่เอาชนะแบรนด์ระดับโลกได้สำเร็จในฮ่องกง

กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจทันที เมื่อสำนักข่าว Morning Post ได้มีการนำเสนอออกมาว่า ผงซักฟอกแบรนด์จีนอย่าง “Blue Moon” สามารถเอาชนะแบรนด์ดังระดับโลกภายใต้การดูแลของ P & G และ Unilever ได้สำเร็จในการเสนอขายหุ้นที่ประเทศฮ่องกง โดยรวมมูลค่าเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสูงกว่าระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เรื่องนี้น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะมันกำลังแสดงให้เห็นว่าทุกแบรนด์ที่เข้าสู่การแข่งขัน หากทำการตลาดที่ดี มีสินค้าคุณภาพสูง ก็พร้อมเพิ่มโอกาสในการเอาชนะยักษ์ใหญ่ที่ครองวงการนั้น ๆ มานานได้เหมือนกัน Blue Moon แบรนด์ผงซักฟอกจากจีนที่กำลังสร้างตลาดในฮ่องกง ผู้ผลิตผงซักฟอกรายใหญ่ของจีนในชื่อ Blue Moon ภายใต้การสนับสนุนของ Hillshouse Capital ได้มีการยื่นหนังสือเชิญชวนขายหุ้นให้กับชาวฮ่องกง ซึ่งจากแนวโน้คร่าว ๆ ก็เชื่อว่ามีโอกาสระดมทุนได้สูงแตะ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กันเลยทีเดียว ซึ่งการยื่นหนังสือเชิญชวนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่แบรนด์พวกเขาแต่ยังมียักษ์ใหญ่ในวงการผงซักฟอก เช่น P & G, Unilever หรือแม้แต่แบรนด์ดังท้องถิ่นอย่าง Liby แต่กลายเป็น Blue Moon ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการเปิดให้ระดมทุนในครั้งนี้ จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีการผลการวิจัยจาก Frost & Sullivan บอกเอาว่าพวกเขาได้รับความนิยมมาร่วม 3 ปีแล้ว พลิกประวัติศาสตร์ด้วยการตลาดอี-คอมเมิร์ซ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Blue Moon ได้พลิกโฉมหน้าของตลาดอี-คอมเมิร์ซจีนแบบถล่มทลาย เพื่อช่วยสร้างยอดขายให้กับพวกเขา ช่องทางการขายออนไลน์มีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นจาก 33% ในปี 2017 เป็น 47% ในปี 2019 โดยเฉพาะในเทศกาล “Single’ Day” ซึ่งถือเป็นเทศกาลการช็อปปิ้งออนไลน์ของชาวจีนเมื่อปี 2019 Blue Moon กลายเป็นสินค้าที่ติดอันดับท็อปของกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนทั้งในช่องทาง JD.com และ Tmall แบรนด์ผงซักฟอกชื่อดังของจีนรายนี้ได้ออกมาระบุถึงรายได้ทั้งหมดตลอดปี 2019 ปรากฏว่ามียอดทั้งสิ้น 7 พ้นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายได้กับปีก่อน โดยมีผลิตภัณฑ์อย่างผงซักฟอกคือรายได้หลักของบริษัทคิดเป็น 90% ความสำเร็จที่มากกว่าแค่การขายสินค้า ความสำเร็จของ Blue Moon ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายเท่านั้น แต่พวกเขายังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ซึ่งถือเป็นสินค้าประเภทเดียวจากทั้งหมดภายในเครือ Hillhouse Capital ซึ่งเจ้าของอย่างนาย Zhang Lei ได้รับการติดต่อและพยายามสนับสนุนผงซักฟอกตัวนี้มาตลอดตั้งแต่ปี 2008 แม้ว่าในช่วงนั้นธุรกิจของ Blue Moon จะกำลังประสบวิกฤติอย่างหนักก็ตาม ไม่ใช่แค่สนับสนุนธรรมดาแต่เจ้าตัวยังช่วยเหลือออกทุนให้ Blue Moon เริ่มต้นผลิตสินค้าประเภทผงซักฟอกแบบน้ำเมื่อตอนปี 2010 ซึ่งตอนนั้นในฮ่องกง 3 แบรนดัยักษ์ใหญ่ยังถือครองตลาดอย่างเหนียวแน่น ในการขายสินค้าประเภทผงซักฟอกแบบผง ขณะที่ผงซักฟอกแบบน้ำมีส่วนแบ่งการตลาดแค่ 3% เท่านั้น จากจุดเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจนปัจจุบัน Blue Moon กลายเป็นผู้จำหน่ายผงซักฟอกรายใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ตลาดในฮ่องกง แต่อนาคตพวกเขามีสิทธิ์ครองตลาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่ สรุปแนวคิด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Blue Moon ประสบความสำเร็จมาจากการพยายามเปลี่ยนช่องทางการขายของตนเองให้ต่างไปจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ สังเกตว่าพวกเขาเน้นตลาดอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ซึ่งกลุ่มคนที่อยู่ในตลาดกลุ่มนี้คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้สนใจแค่ความคุ้นชินแต่พวกเขายังมองการซื้อสินค้าสักชิ้นว่าเป็นเรื่องความพึงพอใจต่อสิ่งที่กำลังพบเจอ แม้แบรนด์ดัง ๆ ภายใต้เครือยักษ์ใหญ่ระดับโลกจะขายมานานแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องครองตลาดเสมอไปหากใครเริ่มต้นคิดหาวิธีได้ก่อน ซึ่งทาง Blue Moon เองเลือกใช้ช่องทางการตลาดอี-คอมเมิร์ซเข้ามาสู้และประสบผลสำเร็จดังที่เห็นกัน อีกทั้งถ้าเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าที่จะปรับเปลี่ยนสิ่งที่คุ้นชินอยู่ดั้งเดิมให้เป็นเรื่องใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนผงซักฟอกแบบผงมาเป็นแบบน้ำ แม้ช่วงแรกอาจยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่ขายดีนัก แต่เมื่อผสมควบรวมกับการตลาดที่ทำได้อย่างไร้ที่ติ ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นแบรนด์ที่กำลังมีนักลงทุนชาวฮ่องกงให้ความสนใจและมีโอกาสระดมทุนได้สูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กันเลยทีเดียว ที่มา : kr-asia.com

มากกว่าแค่การเป็นสัญญาณมือถือ แต่สัญญาณ 5G ในเมืองจีนกำลังเป็นตัวช่วยผลักดันอุตสาหกรรม

โลกยุคนี้พัฒนาไปไกลมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องของมือถือ สัญญาณเครือข่ายที่กำลังล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดต้องยกให้กับสัญญาณ 5G ด้วยความแรงและความเสถียร การใช้งานจึงไม่ขาดตอน แต่สำหรับในเมืองจีนเครือข่าย 5G ไม่ใช่แค่การใช้ในมือถือของบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นสิ่งสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตขึ้นอีกหลายเท่าตัว เรื่องนี้น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเป็นสิ่งที่กำลังบ่งบอกว่าเทคโนโลยีหากนำไปใช้อย่างถูกทางนอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบาย ยังสร้างผลในเชิงบวกให้กับธุรกิจของคุณได้ไม่ยากจริง ๆ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งให้เทคโนโลยี 5G เข้ามามีบทบาทต่ออุตสาหกรรมในจีน ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้บรรดาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศจีนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ นั่นคือการเพิ่มรูปแบบของระบบดิจิทัลเข้าไปโดยเฉพาะเครือข่าย 5G นับว่ามีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการเปลี่ยนผ่านให้เข้าสู่ยุคใหม่แบบเต็มตัว โดยเฉพาะการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์จากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมด้านการผลิต, การเกษตร, การท่องเที่ยว ฯลฯ แม้ปัญหาโรคระบาดครั้งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ในทางตรงข้ามมันไม่ได้ทำให้ธุรกิจทุกตัวหยุดชะลักเสียทีเดียว เพราะเมื่อเครือข่าย 5G เกิดขึ้น วิกฤตที่ว่ามาได้กลายเป็นช่วงเวลาสำหรับการทดสอบระบบของบรรดาอุตสาหกรรมหลายแห่ง มีรายงานจาก China Internet Report 2020 ระบุว่า มีการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน 5G ในวงเงินสูงถึง 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณมากกว่า 500,000 จุด เพื่อให้สัญญาณ 5G ครอบคลุมทั้งประเทศภายในสิ้นปีนี้ ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมอย่างของประเทศจีนอย่าง China State คือกลุ่มบริษัทที่มียอดเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ 5G มากที่สุดประจำปี 2019 ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะมีโอกาสเติบโตเป็น 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจบปี 2020 เทคโนโลยี 5G กับความเกี่ยวข้องในธุรกิจประเภทต่าง ๆ อย่างที่บอกไปว่าตอนนี้อุตสาหกรรมในหลาย ๆ ด้านของจีนต้องอาศัยความทันสมัยของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ธุรกิจจึงนำเอาสิ่งดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเอง ธุรกิจการท่องเที่ยว ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างปัญหาให้กับธุรกิจท่องเที่ยวอย่างหนักหน่วง แต่ทั้งนี้ก็มีการนำเอาเครือข่าย 5G เข้ามาช่วยลดวิกฤตดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยฟื้นฟูธุรกิจ เช่น การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเสมือนจริงให้คนได้ชมสถานที่ต่าง ๆ ผ่านโลกออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องเดินทาง ธุรกิจการเกษตร ภาคการเกษตรในเมืองจีนถือเป็นแหล่งเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งยังถือเป็นรายได้มวลรวมภายในประเทศถึง 10% กันเลยทีเดียว การนำเอาเทคโนโลยี 5G เข้ามาจึงช่วยพัฒนาระบบการทำเกษตรทั้งพืชผัก สัตว์ ให้ดีกว่าเดิม ธุรกิจก่อสร้างและการผลิต เป็นอีกธุรกิจที่เห็นภาพชัดเจนมาก ๆ จากการใช้เครือข่าย 5G เช่น การวางโครงในการก่อสร้างที่เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าในอดีต, การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทต่อการก่อสร้างและการผลิตในสายงานต่าง ๆ เป็นต้น สรุปแนวคิด ต้องยอมรับว่าในยุคนี้ความทันสมัยของเครือข่าย 5G กลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์สะดวกสบายมากกว่าเดิม แต่มันไม่ใช่แค่กับตัวบุคคลโดยตรงอีกต่อไป ธุรกิจหลาย ๆ กลุ่มก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้พวกเขานำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย หากมองในมุมบวกการเกิดปัญหาโรคระบาดไวรัสโควิด-19 เองก็ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้ธุรกิจมีการปรับตัว เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลาย ๆ คนที่ไม่เคยเข้ามาอยู่ในแวดวงนี้ก็จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้น ดังนั้น 5G จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนยุคใหม่อีกต่อไป แต่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ พร้อมช่วยพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสระยะยาวอีกด้วย ธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยเองก็เช่นกัน รู้ว่าหลาย ๆ คนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าลองปรับมุมมองพร้อมนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย นอกจากจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ยังจัดเป็นแนวทางใหม่ ๆ ให้ธุรกิจของคุณเติบโตมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยทำธุรกิจผ่านช่องทางออฟไลน์มาตลอด ลองก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์แล้วจะเห็นโอกาสดี ๆ ที่รออยู่มากมาย เป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจยังคิดไม่ถึง แต่มันมาอยู่ข้าง ๆ คุณแล้ว ที่มา : kr-asia.com

Taobao เว็บอีคอมเมิร์ซ ที่ต้องใช้ในการบุกตลาดจีนออนไลน์

เถาเป่า Taobao เว็บอีคอมเมิร์ซ ที่ได้รับความนิยมที่สุดของคนจีน จากเครือ Alibaba ซึ่งหลังจากเปิดตัวมาตั้งแต่ในปี 2003 ก็กลายเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซแบบ C2C (Customer to Customer) ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศจีน สำหรับผู้ที่ต้องการทำตลาดจีนออนไลน์ หรือมองหาโอกาสสำหรับการทำตลาดในจีน จำเป็นต้องใช้ช่องทางนี้ให้เป็นประโยชน์ ก่อนอื่นมาลองดูลักษณะและจุดเด่นของเว็บนี้กัน Taobao จุดเด่นคืออะไร เถาเป่า เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่มีคอนเซปต์หลักคือ ใครก็สามารถนำสินค้ามาเปิดร้านขายบนเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ และสินค้านั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีแบรนด์สินค้า นี่จึงเป็นจุดเด่นที่สุดของเว็บไซต์ เพราะทำให้ทุกคนมีโอกาสทดลองตลาด ขอเพียงมีสินค้าก็สามารถหารายได้ และเป็นโอกาสของผู้ผลิตรายย่อยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางด้วย ที่สำคัญคือ การชำระเงินก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านแอพของ Alipay ซึ่งเป็นแอพที่คนจีนใช้านกันประจำอยู่แล้วผ่านทางมือถือด้วย ทำไม Taobao ได้รับความนิยมสูงมาก สาเหตุมาจากหลายปัจจัยได้แก่ 1.มีสินค้าที่หลากหลายแทบทุกประเภท โดยมาจากเมืองต่างๆในจีน 2.สินค้ามีราคาถูกมาก ตามที่กล่าวไว้แล้วว่า เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่มาจากเจ้าของ โรงงานหรือผู้ผลิตโดยตรง แต่ก็ทำให้การแข่งขันรุนแรงด้วย 3.รูปแบบใช้งานง่าย ลูกค้าสามารถซื้อและจ่ายได้ ผ่านทาง Alipay 4.ผู้ค้าสามารถเปิดร้านได้ไม่ยากและไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการทุกคนในการทดลองตลาดจีนออนไลน์ 5.มีระบบการขนส่งทั่วประเทศ เนื่องจากเครืออาลีบาบามีระบบขนส่งที่สามารถเข้าถึงได้แทบจะทั่วประเทศจีน 6.สามารถเข้าถึงร้านท้องถิ่นและ SME ซึ่งตามที่กล่าวมาคือ เป็นเว็บสำหรับค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งไม่ได้มุ่งจับสินค้าแบรนด์เนม แต่ยังมีความพยายามที่จะให้เข้าถึงเมืองต่างๆและในชนบท ไปจนถึงเกษตรกร ร้านท้องถิ่น เจ้าของกิจการรายย่อย Taobao ในช่วงโควิด-19 จากข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2020 พบว่า Taobao เป็นช่องทางที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมาก และส่งผลทำให้บริษัท Alibaba มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 15% เนื่องจากผู้คนต้องกักตัวอยู่บ้าน และไม่สามารถเดินทางได้ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนไลพ์สไตล์ครั้งใหญ่ ส่งผลทำให้การใช้งานแอพเถาเป่า เพื่อสั่งซื้อสินค้า กลายเป็นพฤติกรรมหลักในการจับจ่ายใช้สอยของคนจีน สำหรับผู้ที่สนใจบริการของ เถาเป่า สามารถติดต่อกับบริษัท Level Up Thailand ในการบุกตลาดจีนออนไลน์ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.levelupthailand.com/taobao

levelupthailand | China Marketing บริการทำการตลาดจีน
E-Book บุกตลาดจีน | ประเทศไทย | China Marketing บริการทำการตลาดจีน

บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้ง จำกัด ​ I  สวนเพลิน มาร์เก็ต ชั้น 3 3654 ถนนพระรามที่ 4 คลองตัน คลองเตย กทม 10110