My Items

I'm a title. ​Click here to edit me.

ทำไมตลาดออนไลน์ 11.11 วันคนโสด 2020 ถึงประสบความสำเร็จ???

มีการเปิดเผยสถิติการช็อปปิ้งในวันคนโสด 11.11 2020 ในประเทศจีน ซึ่งภาพรวมทั้งหมดแล้วพบว่ามียอดสั่งซื้อมากถึง 7.4 หมื่นล้านเหรียญด้วยกัน ถือว่าเป็นยอดขายที่พุ่งสูงยิ่งกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมยอดซื้อของคนจีนถึงพุ่งแรงขนาดนั้น ก่อนอื่นมาดูปัจจัยต่างๆกันหน่อยครับ 1.ความอัดอั้น ของผู้บริโภคจีน เพราะต้องยอมรับว่า การปลดล็อกจากสถานการณ์ โควิด-19 มีส่วนสำคัญมากครับ เพราะคนจีนจำนวนมาก มีความ “อัดอั้น” อยากท่องเที่ยว อยากใช้จ่าย หลังจากต้องเก็บตัวอยู่กันนานหลายเดือน แล้วเมื่อจังหวะใช้จ่ายมาถึง ก็เลยเกิดภาวะ "ช็อปแหลก" ซึ่งตรงนี้ในวงการตลาดเรียกว่าช่วง Rebound 2.ผู้ขายเอง ถ้าไม่ปรับตัวก็ตาย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะการที่เกิดโควิดในช่วงก่อนหน้านี้ ก็เลยเป็นการ “บีบ” ให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปิดร้านค้าบนออนไลน์ จำเป็นต้องหันมาใช้บริการแพลทฟอร์มออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดียกันขนานใหญ่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรับตัว ก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน 3.ผู้ซื้อและผู้ขายใช้ออนไลน์แล้วเริ่มชิน ตรงนี้คือส่วนของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายด้วย เพราะทั้งสองฝ่ายก็ต้องหันมาใช้งานในการเปิดหน้าร้านและซื้อสินค้าหรือจ่ายเงิน ทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยคนที่ไม่ค่อยสนใจด้านนี้ ก็ต้องมาดาวโหลดแอพต่างๆ ต้องหัดใช้งานการจ่ายเงินบนแพลทฟอร์ม ซึ่งพอหลายคนเริ่มใช้งานจนชิน คล่องแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักพบว่ามันสะดวกกว่าไปจ่ายเงินซื้อของตามหน้าร้านปกติ ก็เลยหันมาใช้ตรงนี้ไปเลย 4.สงครามราคา ที่สำคัญคือ การจ่ายซื้อของบนออนไลน์มักจะมีการให้ส่วนลด โปรโมชั่น การทำสงครามราคาจากร้านค้าต่างๆอยู่ตลอด ผลประโยชน์เลยตกอยู่ที่ผู้ซื้อ ส่วนผู้ขายก็ได้ช่องทางเพิ่ม มากกว่าแค่การเปิดหน้าร้านตามปกติด้วย 5.มีแพลทฟอร์มเฉพาะทางมากขึ้นสำหรับสินค้าทุกประเภท คือต้องยอมรับว่า สินค้าบางชนิด ใช่ว่าเปิดหน้าร้านออนไลน์แล้วจะขายได้ง่ายๆเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นของในกลุ่ม Mass เช่นพวก อุปโภค บริโภค หรือของเฉพาะทาง ของเฉพาะกลุ่ม สำหรับสินค้ากลุ่ม Mass จะขายได้ อยู่ที่การปั้นแบรนด์ด้วย ส่วนของเฉพาะทาง ก็ต้องหาทางทำการตลาดให้เข้าถึงคนซื้อจริงๆให้ได้ ซึ่งตรงนี้เองที่แพลทฟอร์มบางตัวตอบโจทย์ครับ ตัวอย่างเช่น สินค้ากลุ่ม เครื่องสำอาง น้ำหอม สกินแคร์ ที่เป็นยี่ห้อไม่ดัง เพิ่งเปิดตัวใหม่ตอนนี้ขายดีมากๆบนเว็บ Taobao แต่ถ้าเป็นแบรนด์มียี่ห้อ มีชื่อเสียงอยู่ก่อน หรือเป็นแบรนด์จากตะวันตก ก็ขายดีอยู่บน Tmall ถ้ากลุ่ม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ขายดีเป็นพิเศษบน JD.com ที่เน้นกลุ่มนี้เป็นหลัก และเด่นในเรื่องการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือต้องระวังเรื่องกันกระแทกสูง แล้วยังมีการทำตลาดบน Tiktok ที่เน้นจับกลุ่มวัยรุ่น Gen Y-Z หรือสินค้าประเภทความสวยงาม บิวตี้ ที่ราคาไม่แพง 6.เมื่อวันที่ 11.11 ไม่ได้เจาะจงแค่วันเดียว เพราะหลายแบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์ไม่ขายแค่วันนี้วันเดียว แต่มีการเปิดให้สั่งล่วงหน้า Pre-Order ไปจนถึงเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อนานขึ้น เช่น การทำตลาด ทำโปรโมชั่นล่วงหน้า ว่าคุณจะได้ราคาเดียวกับใน 11.11 แต่สามารถสั่งก่อนได้ หรือจะสั่งหลังจากนั้นก็ได้ ทำให้คนซื้อสามารถที่จะ “หมุนเงิน” ไม่ต้องคิดมากที่จะทุ่มซื้อในวันเดียว ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่า ทำไมช่วงเทศกาลวันคนโสด 11.11 ในปี 2020 รอบนี้ ถึงมียอดใช้จ่ายสูงเป็นพิเศษ ============================= หากสนใจการบุกตลาดจีน ออนไลน์ และอ่านบทความการตลาดจีนของเรา ติดต่อได้ที่ https://www.levelupthailand.com/post/china-marketing-strategy

เทศกาล 11.11 ผู้บริโภคชาวจีนใช้จ่ายทะลุ 498 พันล้านหยวน

หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าในช่วงหลายเดือนมานี้บรรดาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซหลาย ๆ เจ้ามักจัดเทศกาลให้สอดคล้องกับวันที่หรือวันสำคัญต่าง ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อ-ขายมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งถ้าเขียนเป็นตัวเลขจะออกมาเป็น 11.11 ย่อมไม่พลาดที่ธุรกิจเหล่านี้จะเลือกสร้างแคมเปญเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ จนเกิดสถิติด้านตัวเลขที่สูงกว่าปีก่อน ๆ แบบเทียบไม่ติด เรื่องนี้น่าสนใจและอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะมันกำลังบ่งบอกว่าช่วงเวลาของธุรกิจออนไลน์กำลังเกิดและเติบโตแบบเต็มตัว หลายแบรนด์ดังต้องหันมาพึ่งพาบรรดาอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นเรื่อง ๆ รวมถึงใครที่อยากทำยอดขายให้พุ่งทะลุเป้าต้องรู้จักนำเอาความพิเศษมานำเสนอให้ลูกค้าสนใจ ยอดขายอี-คอมเมิร์ซจีนพุ่งกระฉูดจากแคมเปญ 11.11 มีรายงานจาก South China Moring Post ระบุว่า บรรดาผู้บริโภคชาวจีนใช้จ่ายเงินรวมกันกว่า 498 พันล้านหยวน (ราว 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในช่วงแคมเปญ 11.11 ที่ผ่านมา (ในประเทศจีนวันนี้ถือเป็นวันคนโสดด้วย) บนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซค้าปลีกออนไลน์ของอาลีบาบา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้ทำลายสถิติเทศกาลช็อปปิ้งที่ใหญ่สุดในโลกไปเรียบร้อย โดยจำนวนเงินดังกล่าวมีการวัดจากปริมาณสินค้ารวม (GMV) และเทียบกับยอดขายสูงสุดเมื่อปีก่อนหน้าที่ 268.4 พันล้านหยวน ในช่วงแคมเปญ 24 ชม. เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน สำหรับเทศกาลช็อปปิ้งที่ใหญ่สุดในโลกครั้งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการให้ส่วนลดจำนวนมากกับสินค้าทุกประเภท ไล่เรียงกันตั้งแต่ของใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงบรรดาสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ มีแบรนด์เข้าร่วมแคมเปญนี้กว่า 470 แบรนด์ รวมไปถึงยักษ์ใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟนอย่าง Apple, Huawei Technologies, Xiaomi Corp ผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้ากีฬา Nike, Adidas แบรนด์เกี่ยวกับการดูแลผิวพรรณ อาทิ L’Oréal, Estée, Lauder, Lancôme ซึ่งแต่ละรายมียอดขาย GMV ทะลุ 100 ล้านหยวน บนแพลตฟอร์มของอาลีบาบา ขณะที่ Suning.com ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของจีนรายงานว่า ทุกช่องทางบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซของตนเอง อาทิ T-mall และบรรดาการขายแบบสตรีมมิ่งสด มีรายรับทะลุ 5 พันล้านหยวน ภายในเวลา 19 นาที หลังตอนเที่ยงคืนของวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นแคมเปญดังกล่าว จำนวนการทำธุรกรรมทั้งหมดใน JD.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน มียอดขายทะลุ 271 พันล้านหยวน ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่ทางบริษัทได้ระบุออกมา ซึ่งตรงนี้มีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของ JD.com ระบุว่าการขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะยอดขายสมาร์ทโนแบบ 5G บนแพลตฟอร์มของเขานั้นสูงขึ้น 11 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการเริ่มต้นทำแคมเปญมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน มีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องทำให้อี-คอมเมิร์ซมียอดขายพุ่งสูง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจไม่ใช่แค่เรื่องของการลดราคา หรือการมีโปรโมชั่นต่าง ๆ ที่ทางแบรนด์และแพลตฟอร์มทำให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญในการสร้างปริมาณยอดขายที่สูงระดับนี้มาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้คนเองก็เริ่มหันมาช็อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้นแล้ว คราวนี้เมื่อบวกกับทั้งแคมเปญดี ๆ เรื่องราคา คนไม่สามารถออกไปซื้อของที่ไหนได้ตามใจชอบ การสั่งสินค้าออนไลน์จึงกลายเป็นทางเลือกอันดับ 1 ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเอง ทุกแพลตฟอร์มบนโลกออนไลน์ต่างขานรับกับแคมเปญ 11.11 มีการเทียบสถิติการทำธุรกรรมต่อวินาทีสูงสุดอยู่ที่ 583,000 ครั้งในปีนี้ (ข้อมูลจากอาลีบาบา) เมื่อถึงเวลาที่แคมเปญ 11.11 เริ่มต้นขึ้น ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเทศกาล 11.11 หรือที่คนจีนจะถือเป็นวันคนโสด มีส่วนร่วมกับการซื้อขายสินค้าต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2009 แล้ว โดยแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น JD.com, Suning.com และ Vipshop รวมถึงแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ๆ เช่น Douyin และ Kuaishou ต่างก็มีส่วนร่วมในเทศกาลนี้ด้วย ยังมีอีกสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับแคมเปญ 11.11 ในปีนี้ อันถือเป็นครั้งแรกในการใช้วิธีสตรีมมิ่งสด และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กลายเป็นวิธีใหม่เพื่อให้ลูกค้าได้มองเห็นสินค้าบนโลกออนไลน์จริงแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ มีช่องสตรีมมิ่งสดกว่า 30 ช่อง ใน Taobao Live ซึ่งแต่ละช่องสร้างรายได้มากกว่า 100 ล้านหยวน ของ GMV ปิดท้ายด้วยการยืนยันจากอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนรายหนึ่งว่ายอดขายของแพลตฟอร์มนี้พุ่งสูงขึ้นในจีนเป็นอย่างมาก ตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน โดยยอดขายปลีกออนไลน์ครึ่งปีแรกของจีนอยู่ที่ 5.15 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 7.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ของจีน

จีนกับสหรัฐฯ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อ โจ ไบเดน ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด

อย่างที่รู้กันดีว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ แต่ละครั้งย่อมสร้างความสนใจให้กับคนทั่วทั้งโลก เพราะนี่คือผู้นำในด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีบทบาทต่อประเทศต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศจีนเองเชื่อว่าบรรดาธุรกิจต่าง ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่า ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งคนเก่าสังกัดพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต ซึ่งผลคร่าว ๆ แม้ยังไม่ประกาศออกมาเป็นทางการ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โจ ไบเดน จะก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ ต่อไป คำถามคือ การเข้ามาของอดีตรองประธานาธิบดีคนนี้ จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ บนเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนหรือไม่ ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างพากันออกมามองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอสรุปออกมาให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น การก้าวเข้ามาของ โจ ไบเดน จะส่งผลอะไรถึงประเทศจีนบ้าง 1. ลำดับแรกต้องทำความเข้าใจว่าสมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเขาเปิดศึกกับประเทศจีนแบบเต็มตัว เพื่อต้องการโค่นอำนาจและตัดแนวทางการค้าของอุตสาหกรรมในเมืองจีนที่จะมุ่งเข้าสู่สหรัฐฯ แต่สำหรับการเข้ามาของ ไบเดน ด้วยตัวเขาเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน จึงทำให้เรื่องนี้อาจดูเบาบางลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน เพราะลึก ๆ แล้วนักวิเคราะห์มองว่า ไบเดน เองจะยังคงมีบางเรื่องที่แข็งกร้าวต่อจีน เพื่อให้ประเทศตนเองยังครองความได้เปรียบอยู่เสมอโดยเฉพาะการรวบรวมบรรดาประเทศพันธมิตรเพื่อกดดันทางการค้ากับจีน 2. ในเวลานี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่จีนกับสหรัฐฯ ต่างแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย ซึ่งการเข้ามาของ ไบเดน ในครั้งนี้เชื่อว่าอาจมีการวางแผนเกี่ยวกับเรื่องราวของไอทีในอนาคตให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่เจ้าตัวอาจยังไม่เน้นหนักเท่าเรื่องของเศรษฐกิจ ทว่าก็ยังคงทำสหรัฐฯ ให้เป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้อยู่ ดังนั้นโอกาสที่การพัฒนาด้านนี้ของทั้ง 2 ประเทศจะก้าวไปพร้อม ๆ กันมีสูงมาก 3. วิธีเจรจาที่ดูซอฟท์ลงกว่าเดิม อย่างที่กล่าวไปว่าในยุคของ ทรัมป์ เขาพยายามที่จะตัดการค้าของจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีมหาโหดเพื่อให้ความต้องการซื้อของผู้คนในประเทศลดลง แต่สำหรับ ไบเดน แม้ลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้อยากให้จีนก้าวขึ้นมาเทียบเคียงมากนัก ทว่าเจ้าตัวจะเลือกใช้วิธีที่ดูเบากว่าโดยอาศัยความร่วมมือบางส่วนกับทางจีน แต่ก็แอบกดดันเล็ก ๆ ด้วยการสร้างพันธมิตรกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ 4. ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการที่ 2 ประเทศนี้ลดความรุนแรงลงย่อมส่งผลดีต่อประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตมากนัก เพราะนั่นเท่ากับว่า 2 ขั้วมหาอำนาจของโลกหันหน้ามาพูดคุยกันมากขึ้นกว่าเดิม แม้พวกเขาจะไม่ได้ทำแบบเต็มตัว แต่ก็ยังดีกว่าในอดีตที่พร้อมจะห้ำหั่นในทุกด้านอยู่ตลอดเวลา จนทำเอาเศรษฐกิจพังไม่เป็นท่ามาแล้ว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดเดาและประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดคือต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการว่า โจ ไบเดน ก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ต้องคอยสังเกตถึงแนวทางในการบริหารประเทศการพัฒนาเศรษฐกิจของเขาว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป บางครั้งเมื่อเจ้าตัวต้องเจอกับสถานการณ์ที่ต่างไปจากการคาดเดาตอนแรก ก็อาจทำแผนต้องเปลี่ยนไปซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของการทำงานตรงนี้ ทว่าถ้าทุกอย่างดำเนินการไปตามแผนเบื้องต้นที่วางเอาไว้ ทั้งจีนและสหรัฐฯ เองน่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวมากกว่า ส่วนหนึ่งเพราะอย่างที่บอกไปคือ โจ ไบเดน และ สี จิ้นผิง มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง ดังนั้นความรุนแรง หรือการทำอะไรเดือด ๆ เหมือนยุคของ ทรัมป์ คงเกิดขึ้นยากพอสมควร การประนีประนอมในบางเรื่องน่าจะเป็นจุดที่ช่วยให้ 2 ประเทศคลิกเข้าหากันได้ดีกว่า อย่างน้อยมันก็สร้างประโยชน์ให้กับประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาทั้ง 2 หัวเรือใหญ่นี้ รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย การไม่แบ่งฝ่ายและร่วมมือกันยังไงก็เป็นทางเลือกอันดับ 1 เสมอ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

อาลีบาบา อาจทำยอดขายใน 11.11 พุ่งเกินสถิติปีก่อน

อาลีบาบา 11.11 ปี 2020 อาจทำยอดขายพุ่ง 15 ล้านเหรียญ ในไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลายสำนักคาดการณ์ไว้ว่า เทศกาล 11.11 หรือช็อปปิ้งออนไลน์วันคนโสดภายในปีนี้ อาจจะกลายเป็นปีที่เป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ และอาจทำยอดขายพุ่งเกิน 15 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นการทำลายสถิติเดิมด้วย แน่นอนว่าทางฝ่ายผู้ขายก็เตรียมลดราคา ทำโปรโมชั่น ทำการตลาด โดยเฉพาะบนเว็บอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดีย ส่วนผู้ซื้อก็เตรียมกระเป๋าเงินกันไว้ แล้วดูว่าร้านไหนราคาดีสุด หรือสินค้าถูกใจมากตัวเองที่สุด Taobao และ Tmall เตรียมปั่น Engagement สงครามยอดขายบนอีคอมเมิร์ซจะพุ่งหรือไม่ ไม้ตายสำคัญอยู่ที่ Engagement หรือการเข้าถึงและการมองเห็นของลูกค้า แล้วที่สำคัญคือ ต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ “ถูกต้องจริงๆ” มีแค่กำลังซื้ออย่างเดียวก็ไม่ใช่เสมอไป แต่ต้องเป็น Target Group ที่มีความสนใจในสินค้าที่ทำตลาดออกไปให้ลูกค้าเห็นด้วย ซึ่งในปีนี้ คอนเซปต์อีก 2-3 อย่างที่ถูกนำมาใช้แทบทุกร้านของจีนในช่วงนี้ก็คือ · ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง · ซื้อสองแถมหนึ่ง · ซื้อเป็นแพ็คเก็จ จัดเซต · 50-80% ส่วนจะได้ผลหรือยอดขายถล่มแค่ไหน ต้องรอการประกาศของ Alibaba หลังจากคืนนี้ หน้าจอแพลทฟอร์มใหม่ของ Taobao และ Tmall การปรับหน้าจอแพลทฟอร์มใหม่ ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนช่วยกระตุ้นความ “น่าซื้อ” ในเว็บทั้งสอง เพื่อเพิ่มความสะดวกขึ้นในการหาสินค้าที่ “ตรงจริต” ของผู้ใช้งาน โดยจะเป็นการนำ A.I. และ Big Data เข้ามาช่วย ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะ “จัดหา” สิ่งที่คิดว่าผู้ใช้งานน่าจะสนใจเอาไว้ให้ ในปีนี้ มีสินค้าเปิดตัวใหม่มากกว่า 2 ล้านชิ้น ที่จะวางขายใน 11.11 และคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน ครอบคลุมการเข้าถึงและจัดส่ง ในจีนเวลานี้ การจัดส่งสินค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเวลานี้บริการมีการครอบคลุมมากกว่า 100 เมือง กับโปรโมชั่นต่างๆ ที่ทำให้การค้นหาร้านค้าที่เข้าร่วม โดยเฉพาะร้านระดับเล็กและกลาง ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป 11.11 เป็นโอกาสของทุกคน กรณีของผู้ประกอบการในไทยเรา จะเห็นว่าตอนนี้ร้านค้าระดับ SME ก็เริ่มใช้ “โอกาส” ที่คนแห่กันเข้ามาใช้บริการในช่วง 11.11 เพื่อเสนอขายสินค้าและโปรโมชั่นต่างๆเช่นกัน

ธุรกิจต้องรู้ จีนปฏิรูประบบภาษีใหม่ทั้งกลุ่มคลังสินค้าทัณฑ์บนและอี-คอมเมิร์ซ การค้าข้ามพรมแดน

ในอดีตพื้นฐานโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ของจีนเองยังถือว่าไม่พัฒนาเท่าไหร่นัก ส่งผลให้มีธุรกิจต่างชาติจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนและค้าขายในประเทศพวกเขา ทว่าเมื่อการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับแผนเศรษฐกิจ 5 ปีของรัฐบาล ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนากว่าเดิม ด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ทันสมัยขึ้น ไม่นับรวมสนามบินอีก 230 แห่ง และเส้นทางรถไฟความเร็วสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของจีน ธุรกิจต่างแดนต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคชาวจีนเริ่มคุ้นเคยพร้อมคาดหวังในการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ โดยเฉพาะซีกตะวันออกของประเทศที่มีกลุ่มผู้บริโภคออนไลน์รวมตัวกันหนาแน่นตามเมืองใหญ่ ส่งผลให้สินค้าต่าง ๆ ต้องปรับตัวพร้อมสร้างแนวทางในการจัดส่งภายใน 24 ชม. มากขึ้น การรับ-ส่งสินค้าจากจุด A ไปจุด B ในประเทศจีนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่ความท้าทายมากกว่าคือการมองหาช่องทางโลจิสติสก์ที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน อี-คอมเมิร์ซ การค้าข้ามพรมแดน และคลังสินค้าทัณฑ์บน ด้วยแนวโน้มของอี-คอมเมิร์ซในประเทศจีนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง จึงมีช่องทางโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนกว่าในอดีต ทั้งพิธีการทางศุลกากรและกฎระเบียบการนำเข้า แม้จะบอกว่าการนำสินค้าจากจุด A ไปจุด B ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ด้วยต้องมีการจดทะเบียนอนุญาตนำเข้า และการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดังเดิม ระบบอี-คอมเมิร์ซแบบการค้าข้ามพรมแดนเริ่มต้นจากการขายสินค้าของชาวจีนที่อยู่ต่างประเทศ มีการเสนอขายผ่าน Taobao เมื่อมีการสั่งก็มักใช้วิธีขนส่งเข้าไปแบบไม่ถูกกฎหมายเท่าไหร่นัก รัฐบาลจีนจึงได้กำหนดเมืองนำร่องให้ครอบคลุมสำหรับการค้าอี-คอมเมิร์ซแบบข้ามพรมแดนในปี 2012 ซึ่งพื้นที่นำร่องส่วนใหญ่มักอยู่ตามท่าเรือการค้าขนาดใหญ่ มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการทำธุรกิจและมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอี-คอมเมิร์ซที่ไปได้สวย นั่นจึงเป็นที่มาของการเลือกคลังสินค้าทัณฑ์บนเป็นโซนนำร่องหลัก จนถึงตอนนี้จีนมีการกำหนดโซนนำร่องของกลุ่มอี-คอมเมิร์ซแบบข้ามพรมแดน 12 โซน ซึ่งอาจมีข้อแตกต่างบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในด้านกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์นั้น ๆ หรือเป็นกลุ่มธุรกิจเฉพาะ การปฏิรูปภาษีอี-คอมเมิร์ซของสินค้าข้ามพรมแดน ระบบอี-คอมเมิร์ซการค้าข้ามพรมแดน ได้ถูกยกให้เป็นช่องทางนำเข้าพิเศษ สร้างขึ้นผ่านการจัดตั้งเขตนำร่องหลายแห่งของฝ่ายบริหารของกรมศุลกากรเมื่อปี 2014 กระทั่งวันที่ 8 เมษายน 2016 ก็ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลังให้มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนการแก้ไข หากซื้อสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในกลุ่ม “ของใช้ส่วนตัว” ต้องเสียภาษีสินค้าส่วนบุคคล แต่ภาษีดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นเมื่อซื้อสินค้ามากกว่า 50 หยวน กระทั่งวันที่ 24 มีนาคม 2016 มีการออกนโยบายภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าปลีกผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน นับตั้งวันนั้นเป็นต้นมาผู้บริโภคที่ซื้อผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซต้องเสียภาษีนำเข้า, ภาษีศุลกากร, ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีการบริโภค เนื่องจากทางกรมศุลกากรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ปัจจุบันกลุ่มสินค้าดังกล่าวได้รับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีการบริโภคซึ่งเก็บสูงถึง 70% ของเงินที่ต้องเสียภาษีภายใต้ระบบการค้าทั่วไป อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีการยกเว้นภาษีอีกต่อไปจากกฎหมายที่กำหนดขึ้นใหม่ ทว่าหากมีการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว 2,000 หยวน และธุรกรรมรายปีต่ำกว่า 20,000 หยวน จะได้รับอัตราภาษีเป็น 0 แบบชั่วคราว ในมุมกลับกันหากทางศุลกากรเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสินค้าที่ถูกนำเข้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนไม่ได้ ต้องมีการเสียภาษีในอัตราใหม่ คือ 15%, 30%, 60% ตามประเภทสินค้า และยังคงยกเว้นในกรณีที่สินค้าไม่ถึง 50 หยวน สรุปสิ่งที่เกิดขึ้น จากการปฏิรูประบบภาษีใหม่ทั้งกลุ่มสินค้าทัณฑ์บนและกลุ่มอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคชาวจีนจะต้องเสียเงินสำหรับการซื้อสินค้ามากขึ้นกว่าเดิม โดยถูกเปลี่ยนเป็นเงินภาษีด้านต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบกับบรรดาธุรกิจจากต่างประเทศที่ต้องการขายสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซไปยังประเทศจีน เพราะผู้บริโภคเมื่อเสียเงินเพิ่มขึ้นความต้องการย่อมลดลงเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากทางจีนเองต้องการขายสินค้าภายในประเทศให้มากขึ้นด้วย ดังนั้นธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวจีนและต้องส่งออกผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ จึงจำเป็นต้องปรับตัวและมองแนวทางการตลาดให้ชัดเจนว่าจะเลือกอย่างไรให้ยังคงซื้อ-ขายกันได้โดยไม่มีปัญหา

แผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ของจีน มีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง

เมื่อไม่นานมานี้ทางรัฐบาลของประเทศจีนได้มีการประกาศแผนเศรษฐกิจฉบับที่ 14 ออกมา ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานระหว่างปี 2021 – 2025 หลักใหญ่ใจความของแผนดังกล่าวคือเน้นการใช้เทคโนโลยีของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรืออธิบายง่าย ๆ คือ พึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง แต่ทั้งนี้ทางรัฐบาลจีนเองเข้าใจดีว่าหากพวกเขาตัดขาดกับสหรัฐฯ จะทำให้เกิดความเสียหายอื่น ๆ ตามมาอันส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ บนโลก ดังนั้นจึงมีการวางนโยบายที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในแบบ Win – Win คือไม่มีใครเสียประโยชน์ เรื่องนี้น่าสนใจและอยากมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับล่าสุดนี้ว่ามีประเด็นไหนน่าสนใจ และมีเรื่องไหนที่เกี่ยวข้องกับคนทำธุรกิจในเมืองไทยที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวจีน หรือต้องส่งไปขายยังเมืองจีนบ้าง วิเคราะห์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจีนประกาศแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ 1.พวกเขาจะพยายามสร้าง GDP ภายในประเทศให้สูงขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตของ GDP ในประเทศจีนจะเฉลี่ยอยู่ประมาณ 6.5 – 7% แต่นั่นยังไม่ดีพอสำหรับประเทศ?จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนว่าภายในปี 2025 อัตราเฉลี่ย GDP ของคนทั้งประเทศต้องสูงขึ้นกว่าเดิม จนเทียบได้กับประเทศพัฒนาแล้วหลาย ๆ ชาติ สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะถ้าคนจีนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น มีเงินมากขึ้น ก็หมายถึงพวกเขาจะใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม ทั้งการสั่งซื้อสินค้าจากเมืองไทย และการมาเที่ยวเมืองไทยอันเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวจีนชื่นชอบสุด ๆ 2.การพยายามใช้เทคโนโลยีแบบพึ่งพาตนเอง แม้ว่าจะมีแบรนด์ไอทีดัง ๆ ของจีนออกสู่ตลาดโลกมากมาย แต่รู้หรือไม่ว่าความต้องการชิ้นส่วนของอุปกรณ์เหล่านี้ยังต้องใช้จากต่างประเทศอยู่ ทั้งกับบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตรของจีนเอง รวมถึงสหรัฐฯ นั่นเท่ากับว่าพวกเขายังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นผู้นำทางด้านของเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง แผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับนี้จึงต้องการเน้นให้ชาวจีนใช้เทคโนโลยีแบบพึ่งพาตนเองมากขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้ธุรกิจอะไหล่และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไอทีในเมืองไทย อาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่เชื่อว่ากว่าที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงด้วยการพึ่งพาตนเองทั้งหมดคงไม่ใช่ระยะเวลาอันสั้น หรือภายในเร็ว ๆ นี้แน่ นั่นจึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าธุรกิจด้านนี้ที่ติดต่อกับจีนอยู่ต้องหาวิธีแก้ปัญหาหรือพยายามมองหาตลาดใหม่เผื่อเอาไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย 3.การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเมืองเล็กกับเมืองใหญ่ จริง ๆ นี่เป็นปัญหาของทุกประเทศที่เกิดขึ้น ซึ่งจีนคาดหวังจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมในเรื่องรายได้มากขึ้น มีตัวเลขออกมาว่าประชากรกว่า 56 ล้านคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ ๆ ยังคงยากจน ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีกับคนไทยด้วย เพราะเมื่อชาวจีนมีเงินมากขึ้น ปริมาณการจับจ่ายสินค้าต่าง ๆ ก็สูงขึ้นเป็นเรื่องปกติ และยังส่งผลถึงบรรดาธุรกิจท่องเที่ยวที่มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนมากกว่าเดิม 4.วางแนวทางที่ยังคงติดต่อทางการค้ากับสหรัฐฯ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะจีนเองรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถแยกเศรษฐกิจของตนเองออกมาแบบยืนหนึ่งเพื่อพึ่งพาตนเองทั้งหมดได้ อีกทั้งถ้าคิดทำจริง ๆ น่าจะส่งผลเสียมากกว่าประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศจีนแต่มันจะกระทบไปทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกหาวิธีทำการค้ากับสหรัฐฯ แบบประนีประนอม เพื่อให้ทั้ง 2 ประเทศได้ประโยชน์แบบ Win – Win กลับไปมากที่สุด จุดนี้ถือว่าส่งผลดีกับประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศถือเป็นมหาอำนาจของโลกในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อพวกเขามีโอกาสร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการสร้างนโยบายต่าง ๆ ที่เอื้อต่อกัน มันย่อมทำให้เศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ ดีขึ้นตามไปด้วย ท้ายที่สุดยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ถูกนำมาพูดถึงในแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่นี้ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น, แก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ, นโยบายการมีลูก 1 คน แต่นั่นเป็นเรื่องภายในของประเทศ เพราะหลักสำคัญของแผนเศรษฐกิจฉบับนี้ที่ประเทศไทยและคนไทยมีโอกาสได้สัมผัสได้ถูกวิเคราะห์เอาไว้ทั้งหมดแล้ว ใครที่รู้ว่าตนเองต้องอาศัยลูกค้าจากประเทศจีน การติดต่อเพื่อทำธุรกิจกับพวกเขา ต้องเริ่มต้นวางแผนให้ดีว่าควรทำอย่างไรต่อจากนี้

จับตา ทำไม Ant Group ถูกสั่งระงับดีล หุ้น IPO ที่ใหญ่สุดในโลก

ก่อนหน้านี้ไม่นาน กำลังจะกลายเป็นหุ้น IPO ที่เปิดซื้อขายใหญ่สุดในโลก สำหรับ Ant Group บริษัทในเครือ Alibaba Group ของ แจ็ค หม่า แต่กลับถูกรัฐบาลจีนสั่งระงับเอาไว้ก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้จะเปิดทำการซื้อขายครั้งแรกในวันพฤหัสที่จะถึงนี้ ซึ่งหลายสำนักต่างก็จับตากันอย่างเข้มข้นว่าเกิดอะไรขึ้น และตั้งประเด็นถึงอุปสรรคสำคัญที่ภาครัฐของจีนเข้ามากำกับดูแลในเรื่องนี้ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสิ่งแวดล้อมในการทำธุรกิจของบริษัทเอกชนจำนวนมากในจีน ก่อนอื่น สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงของตลาดหุ้น อาจสงสัยว่า ทำไมดีลนี้จึงมีความสำคัญและเป็นที่พูดถึงในระดับโลก Ant Group ส่วนขยายของอาณาจักร อาลีบาบา บริษัทเครือ Alibaba Group ที่ก่อตั้งโดย แจ็ค หม่า ไม่ได้เป็นแค่บริษัทด้านอีคอมเมิร์ซและไอทีรายใหญ่ของจีนเท่านั้น แต่ยังมีบริษัทในเครือมากมาย ทั้งที่เป็นบริษัทลูกในเครือของตนเอง และบริษัทที่เป็นร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย สำหรับบริษัท Ant Group เดิมใช้ชื่อว่า Ant Financial เป็นบริษัทด้านการเงินและอีคอมเมิร์ซในเครือของ Alibaba Group ซึ่งครอบคลุมถึงส่วนของ Alipay กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของจีนในเวลานี้ด้วย นอกจากนี้ Ant Group ยังได้ชื่อว่าเป็นบริษัท FinTech ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก หุ้น IPO Ant Group ดีลใหญ่สุดของโลกที่ถูกสกัด จากที่กล่าวมา จึงไม่ต้องแปลกใจว่าการขยับของ Ant สำหรับตลาดหลักทรัพย์ จึงได้รับการจับตามองจากโลกธุรกิจเป็นพิเศษ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมในปี 2020 ที่ผ่านมานี้เอง ทางเครือ Ant Group สามารถระดมเงินทุนได้ราว 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้เป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็น “ดีลใหญ่ที่สุดในโลก” แต่ล่าสุด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีรายงานว่า แจ็ค หม่า ถูกเรียกตัวเข้าพบด่วนจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้ทางเครือ Ant Group ต้องแจ้งว่า ทางบริษัทจำเป็นต้องพบการเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลที่อาจมีนัยยะสำคัญ ทำให้ดีลดังกล่าวไม่อาจลุล่วงลงได้ โดยประเด็นสำคัญคือ ทางหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน หน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์ และสำนักงานดูแลเงินตราต่างประเทศได้เจรจาหารือกับทาง แจ็ค หม่า ว่าจะมีการจำกัดการทำธุรกิจและการเงินของ Ant Group ให้เติบโตช้าลง นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังคาดการณ์ว่า ลักษณะดังกล่าวอาจนำมาใช้เป็นระเบียบข้อบังคับในการดูแลกำกับของบริษัทเอกชนรายใหญ่และสถาบันการเงินในประเทศจีนด้วย ทิศทางของ Ant Group ในจีน แน่นอนว่า หุ้นของ Alibaba ได้รับผลกระทบและร่วงลงตามการประกาศดังกล่าว ซึ่งทางบริษัทก็ได้ออกมาแถลงการณ์ขออภัยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน เกี่ยวกับประเด็นนี้ ยังมีความน่าสนใจในทางการเมืองและสิ่งแวดล้อมต่อการทำธุรกิจในจีน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้เกิดความสั่นคลอน แต่ในแง่หนึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างให้กับภาคธุรกิจในจีน เกี่ยวกับการเปิดขายหุ้นที่จะทำให้ภายนอกเข้ามาถือหุ้นสำคัญของบริษัทขนาดใหญ่ระดับ Unicorn ในจีน ซึ่งทางอาลีบาบาถือว่าเป็นหัวแถวของจีน และล่าสุดยังได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงอันดับต้นๆของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถ้าลองวิเคราะห์ดู พบว่าจีนยังมีแนวคิดอย่างหนึ่งในการทำการค้าและการทำธุรกิจที่น่าสนใจนั่นคือเรื่องของ “การถอยหนึ่งก้าว เพื่อหาทางรุกสู่ชัยชนะ” ซึ่งการรัฐบาลจีนลงมากำกับดูแลในเรื่องการซื้อขายหุ้น IPO ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวที่ชะลอการเติบโตของบริษัทยักษ์ใหญ่ของตนเองไว้ เพื่อที่จะรุกในก้าวถัดไป ================================= #คิดถึงการตลาดจีน #คิดถึงLevelUpThailand ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 หรือติดต่อสอบถามได้ในเพจ https://web.facebook.com/levelupchina ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ

เซินเจิ้น กับการเป็นเมืองแห่งโอกาสของคนหนุ่มสาวชาวจีน อาชีพเกิดใหม่

เซินเจิ้น (Shenzhen) กลายเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีและคนจีนหนุ่มสาวที่มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 33 ปี ทำให้เกิดอาชีพเฉพาะทางเกิดใหม่หลากหลายอาชีพ และเป็นโอกาสที่สำคัญของคนจีนในการลงทุนและธุรกิจ เซินเจิ้น ยุคใหม่ ปัจจุบันเมืองเซินเจิ้น กำลังถูกยกย่องให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีของจีน และยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพลังหนุ่มสาวที่เปี่ยมด้วยพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีรายงานว่า ประชากรในเมืองนี้มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ เมืองเซินเจิ้น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสำคัญของจีนที่มีชื่อเสียงมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงเรื่องระบบการเงิน และการขนส่ง Logitics นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งในด้านการเรียนรู้ ไปจนถึงการเป็นเมืองแห่งการอ่านของคนจีนและเมืองหนังสือโลกในเวลานี้ด้วย ตัวอย่างเช่น ความสำเร็จของงานหนังสือที่เซินเจิ้น ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่โดดเด่นของเมืองนี้ เป็นแหล่งการเรียนรู้สำคัญของคนหนุ่มสาวจีนด้วย คนหนุ่มสาวจีนกับ เซินเจิ้น ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานจากไชน่าเดลีว่า เซินเจิ้น จัดเป็นเมืองที่มีประชากรวัยหนุ่มสาว เข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ ซึ่งเกิดหลังจากปี ค.ศ. 1980 มากถึง 80% ถือว่าเป็นอันดับต้นๆของจีนในเวลานี้ รายงานยังระบุเพิ่มเติมว่า พัฒนาการของการบริโภคในภาคอุตสาหกรรมและงานบริการของจีนในทศวรรษหลัง ได้มีส่วนช่วยให้เกิดอาชีพแปลกใหม่ขึ้นจำนวนมาก และคนรุ่นใหม่พร้อมที่จะกล้าทดลองทำงานเหล่านี้ด้วย เช่น ตำแหน่งผู้จัดการงานเลี้ยงที่บ้าน นักวางแผนทริปท่องเที่ยว KOL ที่ก็มีหลากสไไตล์ ไม่ว่าจะเป็นแนวทำคลิปวีดีโอสั้น รีวิวสินค้า นักพัฒนากลยุทธ์ด้านสื่อ และอื่นๆ ส่วนปัจจัยที่ทำให้อาชีพเกิดใหม่เหล่านี้มีจำนวนมากขึ้นก็คือ "การมองเห็นโอกาสและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมบริการ" รวมถึง "การพัฒนาของเทคโนโลยี" ที่นำไปสู่การสร้างแพลทฟอร์มต่างๆที่เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมากเข้ามาสู่วงการ ไอดอลของหนุ่มสาวจีน อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การมีไอดอล เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่เจริญรอยตาม ไม่ว่าจะเป็น แจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา และ หม่า ฮั่วเถิง แห่ง เท็นเซ็นต์ เป็นต้น มีการเปิดเผยเกี่ยวกับข้อมูลจากแบบสำรวจที่ว่า กว่าครึ่งหนึ่งจากกลุ่มของผู้ตอบแบบสอบถามดังกล่าวแล้วทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมบริการ ส่วนมากเป็นผู้ที่เกิดหลังปี 1980-90 และยังมีถึง 22% ที่เป็นคนที่เกิดหลังจากปี 1995 ไปแล้ว สำหรับหนึ่งในผู้ตอบแบบสอบถามที่เกิดในทศวรรษ 1990 และมีอาชีพเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าฮั่นฝู หรือเครื่องแต่งกายโบราณของชาวฮั่นเล่าว่า เธอลาออกจากงานเก่าช่วงต้นปี 2018 เพราะเชื่อว่า “ต้องทำในสิ่งที่ชอบเท่านั้น จึงจะมีความก้าวหน้าทางอาชีพ” ทางรองประธานบริษัทแอปพลิเคชันแบ่งปันความรู้ “เต๋อเต้า” กล่าวว่า “ขอบเขตของอุตสาหกรรมบริการขยายกว้างขึ้นเพื่อให้มีงานใหม่ๆ” พร้อมเสริมว่า “ความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเมื่อพื้นฐานของการบริโภคเปลี่ยนไป” สำหรับอาชีพที่น่าสนใจ ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่า ในบรรดากลุ่มอาชีพใหม่ที่ทำรายได้สูงสุด มักเป็นอาชีพที่เคยถูกมองข้ามหรือคาดไม่ถึงมาก่อน ตัวอย่างเช่น อาชีพพนักงานดูแลเด็กเล็ก งานบริการรับจัดงานแต่งงาน งานบริการด้านซื้อขายและเช่าสัตว์เลี้ยง เวชสำอาง นักรีวิวสินค้า Live เป็นต้น ปัจจุบัน เมืองเซินเจิ้น ถือว่าเป็นเมืองสำคัญในระดับ 1 และเมืองสำคัญทางตอนใต้ของจีน และเป็นเสมือนกับ "ซิลิคอนวัลเลย์ของจีน" ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีของคนจีนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ========================================= #คิดถึงการตลาดจีน#คิดถึงการตลาดจีน คิดถึง Level Up Thailand# ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 หรือติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/levelupchina ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ

เมืองไทยยังคงเป็นแหล่งเป้าหมายอันดับต้นๆของนักท่องเที่ยวจีน

ทำไมประเทศไทย จึงกลายเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆของนักท่องเที่ยวจีน หลังจากปลดล็อกโควิด-19 ที่จะเดินทางกลับมาอีก ปัจจัยหลัก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน ชอบการเที่ยวเมืองไทยมาจากหลายด้าน ซึ่งตามรายงานของ CIW และ Chinadaily ชี้ว่า ประเทศไทยอยู่ใกล้กับจีนมาก คนจีนที่ไม่สะดวกเดินทางไกลๆ เลือกวางแผนได้ง่าย ไทยเหมาะกับการท่องเที่ยวช่วง Long Weekend หยุด 4-5 วัน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่แพง ค่าครองชีพถูกกว่าหลายประเทศ คนไทยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวแทบทุกชาติ เมืองไทยมีลักษณะดึงดูดและคล้ายคลึงกับของคนจีนหลายอย่าง เช่น วัฒนธรรม อาหาร และอื่นๆ สถานที่พักและระบบสาธารณูปโภคของไทยอยู่ในเกณฑ์ดีมาก หลังจากปลดล็อกจาก โควิด-19 เมืองไทยก็ยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายการท่องเที่ยวอันดับต้นๆของคนจีน โดยหลังจากเริ่มให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในไทยได้แล้ว กลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาก็คือ นักท่องเที่ยวจากเมืองกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางภาคใต้ของจีน และได้ชื่อว่าเป็นประตูทางเข้าสู่จีนจากภูมิภาคอาเซียนด้วย แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า แม้เวลานี้เมืองไทยจะเริ่มเปิดให้คนเดินทางท่องเที่ยวแล้ว แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่สุดที่เข้าไทยในหลายปีหลัง ก็น่าจะลดลงจากเดิมกว่า 30% หากเปรียบเทียบจากปีก่อน ตามการวิเคราะห์ของทางเครือบริษัท อาลีบาบา อีกทั้งราคาของสถานที่พักและโรงแรมที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็น่าจะปรับลดราคาลงมาราว 10-20 % หรืออาจมากกว่านั้น เพราะความจำเป็นของการดึงดูดและต้องการต้อนรับนักท่องเที่ยว ================================= #คิดถึงการตลาดจีน #คิดถึงLevelUpThailand ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 หรือติดต่อสอบถามได้ในเพจ https://web.facebook.com/levelupchina ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ

Alipay และ WeChat Pay ทำไมต้องใช้ การตลาดจีน ยุคดิจิทัล

Alipay WeChat Pay ทำไม การตลาดจีน จำเป็นต้องใช้แอปพลิเคชั่นสองตัวนี้ แล้วผู้ประกอบการไทย นักธุรกิจไทย ทำไมจำเป็นต้องมี ที่จริงแล้ว คำตอบง่ายมาก เพราะคนจีน นักท่องเที่ยวจีน นิยมซื้อสินค้า บริการ หรือ ช็อปปิ้งออนไลน์ โดยใช้งานผ่าน Alipay และ WeChat Pay กันมากที่สุด Alipay และ WeChat Pay คืออะไร Alipay อาลีเพย์ และ WeChat Pay ​วีแชทเพย์ เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาโดยเครือ Alibaba และ Tencent สองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการใช้จ่ายเงินด้วยระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Payment และได้รับความนิยมในประเทศจีนมาก โดยมีปัจจัยหลัก ได้แก่ เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้งานบนมือถือสมาร์ทโฟนได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ ไม่จำเป็นต้องพกเงินสด สะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน มีการอัพเดทฟีเจอร์ใช้งานตลอดเวลา ผู้ประกอบการสามารถทำการตลาดผ่านแอพทั้งสองได้ด้วย ส่วนรูปแบบการใช้งานทั่วไปนั้น เพียงแค่เปิดแอพ แล้วสแกน QR Code ก็สามารถใช้ชำระเงินได้ในทันที ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนจีนทั้งในประเทศจีนและนักท่องเที่ยวจีนที่มาเยือนเมืองไทย ถ้าร้านค้าไหนมี QR code ที่สามารถรับเงินจากแอพพลิเคชั่นทั้งสองตัวนี้ได้ ก็ย่อมเป็นตัวเลือกหลักในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนไปด้วย ซึ่งเวลานี้นักท่องเที่ยวจีนที่ใช้จ่ายผ่านช่องทาง WeChat Pay มีการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อคน (แต่ไม่รวมใช้เงินสด) นั่นเอง ประเทศจีนกำลังเป็นสังคมไร้เงินสด เนื่องจากในเวลานี้ ประเทศจีนกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ซึ่งการใช้จ่ายและทำธุรกรรมการเงินถูกพอร์ตมาบนแพลตฟอร์มทั้งสองที่กล่าวมา ด้วยการใช้ QR Payment ทำให้มือถือสำหรับคนจีนกลายเป็นสิ่งติดตัวเพื่อใช้จ่ายเงินง่ายกว่าบัตรเครดิต เพราะเพียงแค่แสกนก็จ่ายได้เลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกล มือถือจึงเป็นอะไรที่ต้องติดตัวอยู่เสมอ มีข้อมูลจากนิตยสารชั้นนำอย่าง Forbe ที่ระบุว่า จีนได้ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ประชนชนลดการใช้เงินสด แล้วใช้กระเป๋าเงินออนไลน์แทนมากที่สุดในโลก และมีมูลค่าในด้านนี้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาเรียบร้อย โดยข้อมูลในปี 2018 พบว่า ตลาดจีนมีมูลค่าของการทำธุรกรรมบน E-Payment สูงมากกว่า 9 ล้านหยวน และยังเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะในช่วงการกักตัวโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แนวโน้มที่คนจะ "ซื้อขายผ่านออนไลน์" กำลังกลายเป็นกระแสหลักแทนที่การซื้อขายสินค้าตามหน้าร้านแบบเก่า Alipay และ WeChat Pay ต้องใช้ถ้าจะบุกตลาดจีน มีสถิติน่าสนใจว่า Alipay มีคนจีนขึ้นทะเบียนใช้เกือบ 800 ล้านคน WeChat มีคนจีนขึ้นทะเบียนใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน ในปัจจุบัน มีร้านค้าปลีกรายย่อยมากกว่า 40 ล้านแห่งในประเทศจีนที่เปิดให้บริการชำระเงินออนไลน์ผ่านระบบสแกน QR Code ด้วย Alipay และ WeChat Pay ผู้ประกอบการไทยควรใช้ สำหรับคนไทย เวลานี้สามารถสมัครและเปิดบริการกับแอพ Alipay และ WeChat pay ได้แล้ว แต่ก็ยังพบว่า บรรดาร้านค้าต่างๆที่ไม่คุ้นเคยกับการทำการตลาดจีน ก็ยังใช้ช่องทางการรับชำระเงินนี้จากนักท่องเที่ยวจีนอยู่ไม่มากนัก แม้ว่าในปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นก็ตาม สำหรับช่องทางทั้งสอง เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุดในการค้าขายกับคนจีนได้สะดวกที่สุด ซึ่งช่วยแก้ไขได้ทั้งปัญหาช่องทางการชำระเงิน การทอนเงิน รวมถึงการแลกเปลี่ยนสกุลเงินได้อีกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ต้องการบุกตลาดจีน ไม่ควรพลาดและจำเป็นต้องใช้งานอย่างยิ่งครับ Source https://www.forbes.com/sites/ywang/2018/01/03/china-tightens-regulation-over-mobile-payment-apps-whats-next-for-tencent-and-ant-financial/#1a91a7a37f1d ================================= #คิดถึงการตลาดจีน #คิดถึงLevelUpThailand ต้องการตรวจความพร้อมก่อนบุกตลาดจีน สามารถอ่านบทความ “ตรวจความพร้อมก่อนไปตลาดจีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/chinamarketing-checklist-full หรือ อยากทราบภาพรวมของการตลาดออนไลน์จีนสามารถอ่านบทความ “บุกตลาดจีนด้วยการตลาดออนไลน์จีน” ได้ที่ https://www.levelupthailand.com/single-post/การตลาดออนไลน์จีน ต้องการคำปรึกษาหรือดูบริการแพ็คเกจบริการการตลาดจีนเริ่มต้นได้ที่ www.levelupthailand.com/sme2 หรือติดต่อสอบถามได้ในเพจ https://web.facebook.com/levelupchina ทั้งนี้ถ้าต้องการให้เราเขียนเพิ่มเติมด้านไหนสามารถ Comment มาได้เลยนะครับ

พรุ่งนี้ย่อมดีกว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวหลังผ่านไตรมาส 3 ของปี 2020

ได้มีการเปิดเผยผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 ปรากฏว่านี่คือไตรมาสดีที่สุดหากเทียบกันเป็นรายปีในช่วง 9 เดือนแรก มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.7% อันแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวครั้งใหม่หลังช่วงเวลาที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศต้องดิ่งลงเหวสุด ๆ จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นการฟื้นตัวที่มีความโดดเด่นหากวัดกันตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกที่เศรษฐกิจหดตัวลงถึง 6.8% เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งพอการระบาดดังกล่าวเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุมที่เห็นผลมากขึ้นเศรษฐกิจจีนก็ค่อย ๆ กลับมาโตถึง 3.2% ในไตรมาสที่ 2 ขณะที่ไตรมาส 3 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4.9% หากเทียบเป็นรายปี ซึ่งตรงนี้ต้องชื่นชมการควบคุมโรคระบาดของประเทศจีนอย่างมาก Liu Aihua โฆษกสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ NBS ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 โดยระบุว่า “เห็นได้ชัดถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาจากการป้องกันการแพร่ระบาดภายในประเทศจีน และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก นั่นแสดงให้เห็นถึงความความแข็งแกร่งและความตื่นตัวในเชิงบวก” การควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเด็ดขาด หากมองย้อนกลับไปถึงแนวทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนปฏิเสธไม่ได้ว่าความพยายามในการควบคุมปัญหาการแพร่ระบาดคืออีกหัวใจสำคัญ นับตั้งแต่มีการเริ่มระบาดของไวรัสโควิด-19 จีนไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องการช่วยชีวิตแต่พยายามพัฒนาวิธีรักษาแบบเฉพาะเจาะจงโดยการทดสอบและติดตามผลเป็นจำนวนมาก มีการติดตามกลุ่มที่สัมผัสกับเชื้ออย่างละเอียด การปิดกั้นอันแสนเข้มงวด ส่งผลให้การแพร่ระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมอยู่ตลอด แบ่งประเภทของการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้มองเห็นภาพง่ายขึ้นจะขอแยกประเภทของการเติมโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 อันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเริ่มกลับเข้ามาสู่การเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตขึ้น 6.9% ขณะที่ยอดการค้าปลีกก็เติบโตถึง 3.3% หากเทียบสัดส่วนกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.5% และสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ถึง 1.7% การเติบโตของวงการค้าปลีกในช่วงไตรมาสที่ 3 เมื่อตอนเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานับว่าเป็นการขยายตัวครั้งแรกในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายของกลุ่มผู้บริโภคจะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้เมื่อบวกกับแนวโน้มที่ถูกคาดการณ์ว่าน่าจะมีสินค้านำเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก 13.2% โดยทางกรมศุลกากรของจีนได้ออกมาเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีการนำเข้าสินค้ารายเดือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 203 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในด้านการลงทุนเกี่ยวกับทรัพย์สินด้านอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 0.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยหากเทียบกับเมื่อตอนเดือน 8 ที่ผ่านมานับว่ามีอัตราเติบโตที่ 0.3% อันถือเป็นการขยายตัวที่สูงขึ้นครั้งแรกในปีนี้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการเติบโตในภาพรวมของ GDP ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ถึง 5.3% หากเทียบเป็นรายปี ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ชะลอตัวลง รวมถึงการลงทุนกับหน่วยงานและการบริโภคไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่นัก ผู้คนเริ่มกลับมามีรายได้มากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว ยังมีการสำรวจถึงอัตราว่างงานในเขตเมืองตลอดเดือนกันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีอัตราลดลงจากเดิม 5.6% เหลือเพียง 5.4% ยิ่งถ้าเทียบกับตอนเดือนกุมภาพันธ์ที่คนว่างงานสูงถึง 6.2% นับว่าอัตราดังกล่าวค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยทางรัฐบาลจีนตั้งเป้าที่จะสร้างงานใหม่ในเขตเมืองถึง 9 ล้านตำแหน่งภายในปี 2020 ซึ่งถ้าเทียบกับ 11 ล้านคนในปีก่อนหน้าที่มีอัตราว่างงาน 5.5% พวกเขาสามารถสร้างงานให้กับผู้คนไปได้สูงถึง 13.52 ล้านตำแหน่ง กระนั้นข้อมูลดังกล่าวแม้จะเป็นการบ่งบอกถึงอัตราการว่างงานบางส่วนของประชากรในเมืองใหญ่ แต่นักวิเคราะห์กลับเห็นตรงข้ามเกี่ยวกับการแสดงสถานภาพของการจ้างงานโดยรวม เนื่องจากตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมบรรดาแรงงานต่างจังหวัดหรือคนที่อพยพเข้ามาอีกหลายล้านคน ทว่าท้ายที่สุดสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศจีนได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นชาติแรก แต่พวกเขาสามารถควบคุมและทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกตอนนี้ยังคงมองหาวิธีรักษากันอยู่เลย ที่มา : xinhuanet.com / scmp.com

แนะนำวิธีตั้งค่าร้านค้าและการขายสินค้าบน Douyin

ด้วยจำนวนการดาวน์โหลดกว่า 2 พันล้านครั้ง กับฐานผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคน ทำให้ Douyin กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Social Media ยุคใหม่ แต่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ส่งผลบวกกับ Douyin เป็นอย่างมาก เนื่องจากประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านจึงเกิดการเลือกแพลตฟอร์มสำหรับสร้างความบันเทิงแบบใหม่ ๆ ประกอบกับคุณสมบัติอันหลากหลายและความสามารถรอบด้าน ทำให้ Douyin กลายเป็นแอปฯ ของธุรกิจที่อยากมีชื่อเสียงในประเทศจีน Douyin กับการพัฒนาสู่แอปฯ แห่งการขาย เมื่อปีที่ผ่านมา Douyin ได้เพิ่มฟังก์ชั่นตะกร้าสินค้าเข้าไปอีก 1 ฟีเจอร์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงจากแอปฯ นับแต่นั้น Douyin เองได้ขยายความสามารถในการช็อปปิ้ง อย่างในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Douyin ได้ขยายบริการให้กับผู้ใช้มากขึ้น มีการเปิดเผยว่าฟีเจอร์อี-คอมเมิร์ซช่วยเพิ่มยอดขายได้เกือบ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในวันเดียว ทำความรู้จักกับ Douyin ภายใต้การดูแลของ Bytedance ทั้ง Douyin และ TikTok (ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสากลสำหรับผู้ใช้นอกประเทศจีน) ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นยักษ์ใหญ่ด้านไอที ปัจจุบันพวกเขาเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีเอกชนที่มีมูลค่าสูงสุดของจีน อย่างไรก็ตาม Douyin มีฟีเจอร์ชั้นสูงมากกว่าทั้งการกดเข้ามาที่หน้าแรกซึ่งมีรายละเอียดเยอะขึ้นกว่าบัญชีทางการทั่วไป และอีกความท้าทายก็คือมีการสนับสนุนในการสตรีมสดเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ และการตั้งแค่ Douyin Store ของคุณเอง Douyin Store ทำงานอย่างไร Douyin พยายามตั้งค่าร้านค้าให้ง่ายขึ้นเพื่อผู้ใช้งานสามารถสร้างเองได้แบบง่าย ๆ เพียงแค่อัปโหลดวิดีโอมากกว่า 10 รายการ ซึ่งปัจจุบันมี 2 วิธีที่ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนจากการดูวิดีโอให้กลายเป็นประสบการณ์ในการช็อปปิ้งได้ - เริ่มจากผู้ใช้งานกดลิงค์อี-คอมเมิร์ซภายในวิดีโอ หรือในกรณีดูซ้ำรอบสองแบนเนอร์ของสินค้าจะปรากฏขึ้น - จากนั้นลิงค์จะนำผู้ใช้ไปยังหน้าแนะนำสินค้าภายในแอปฯ - กดปุ่ม “ซื้อเลย” ก็จะเปลี่ยนหน้าจอไปสู่ Taobao ข้อดีของร้านค้าบน Douyin ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านแอปฯ Douyin เนื่องจากระบบอี-คอมเมิร์ซของ Bytedance ซึ่งเป็นแอปฯขายสินค้า เช่น Taobao, Huoshan Video, Xigua Video กับแอปฯ Douyin มีการเชื่อมต่อระหว่างกัน ส่งผลให้ผู้ใช้งานแอปฯ Douyin ก็สามารถเข้าดูสินค้าที่ต้องการได้ทันที แต่ช่องทางยอดนิยมสุดต้องยกให้ Taobao ทว่าไม่ได้หมดแค่นั้นเพราะเวลานี้พวกเขาขยายบริการด้านอี-คอมเมิร์ซไปยัง JD กับ Tmall ดังนั้นเวลานี้ทุกคนสามารถเชื่อมโยงร้านค้าของตนเองผ่านทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้เข้ากับ Douyin ได้แล้ว การตั้งค่า Douyin ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่การตั้งค่า Douyin ไม่ใช่เรื่องยากหากเทียบกับแอปฯ อื่น ๆ 1. เริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนหรือธุรกิจของตนเอง 2. เมื่อผ่านการตรวจสอบให้ไปที่ “แบ่งปันสินค้า” ทำการสมัครร้านค้าบน Douyin ปกติแล้วจะใช้เวลา 2-3 ชม. ในการเช็คข้อมูลการสมัคร 3. เท่านี้ก็สามารถเชื่อมต่อร้านค้าบน JD, Taoboa, Tmall ของตนเองกับ Douyin เพิ่มเพิ่มสินค้าไปยัง Douyin ได้ทันที 4. สามารถกดเพิ่มสินค้าของตนเองในวิดีโอ โดยทำในขั้นตอนสุดท้ายของการโพสต์วิดีโอ 5. สินค้าที่เหลือจะปรากฏอยู่ในโปรไฟล์ Douyin ของคุณ มินิโปรแกรมของ Douyin Store มินิโปรแกรมนี้ถูกสร้างขึ้นโดย WeChat ซึ่งความนิยมดังกล่าวได้ขยายไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ รวมถึง Douyin เป็นการพัฒนาของ Bytedance ที่ช่วยให้ร้านค้าขายสินค้าให้กับผู้ใช้โดยตรงผ่านมินิโปรแกรม เป็นตัวช่วยให้การเลือกสินค้าง่ายขึ้นพร้อมมอบประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบครบวงจร อีกทั้งยังแชร์มินิโปรแกรมให้กับผู้ใช้งานอื่นได้หลายวิธีรวมถึงการทำผ่าน WeChat ในรูปแบบ QR Code ทว่าวิธีที่จะทำให้ยอดวิวเยอะคือต้องทำโดยใช้ลิงค์วิดีโอ การแชร์ลิงค์วิดีโอ - เมื่อผู้ใช้งานเปิดวิดีโอก็สามารถเข้าถึงมินิโปรแกรมได้โดยกดผ่านลิงค์ด้านล่างซ้าย - ด้านบนของกล่องคอมเมนต์ ยังมีลิงค์ที่จะนำผู้ใช้งานไปยังมินิโปรแกรม - Douyin ยังทำให้การค้นหาสินค้าง่ายขึ้นโดยให้ผู้ใช้งานค้นหาสินค้าเฉพาะในแอปฯ ซึ่งจะนำไปสู่มินิโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ขั้นต่อไปของ Douyin Store คืออะไร ในเวลานี้ Douyin ถือว่าอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่เมื่อพูดถึงการขายสินค้า รวมถึงฟีเจอร์และอื่น ๆ อีกมากที่รวบรวมเอาไว้บนแพลตฟอร์ม จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากการอัปเดตครั้งต่อไปของ Douyin จะมีการแนะนำสินค้าขั้นสูงบนวิดีโอ และการเพิ่มเรื่องของแบรนด์ที่จะให้บรรดาแบรนด์ต่าง ๆ เข้าถึงการนำเสนอสินค้าให้กับผู้ติดตามโดยตรง Douyin ช่วยให้ผู้ใช้งานมีวิธีค้นหาสินค้าที่ตรงใจมากขึ้น พวกเขาพยายามวางตำแหน่งของตนเองให้ทัดเทียมกับยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซรายอื่น ๆ ของจีนที่กำลังเติบโตในวงการนี้ Douyin กลายเป็นแพลตฟอร์มโซเชี่ยลที่กำลังถูกกล่าวถึงมากที่สุดของจีน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะก้าวไปในทุกที่ด้วยระยะเวลาใกล้ ๆ นี้ ดังนั้นการสร้างร้านค้าใน Douyin จึงอาจเป็นวิธีที่ดีที่ลูกค้ากลุ่มใหม่จะเข้าถึงธุรกิจของคุณมากขึ้น ที่มา : 瑟尅SekkeiStudio

levelupthailand | China Marketing บริการทำการตลาดจีน
E-Book บุกตลาดจีน | ประเทศไทย | China Marketing บริการทำการตลาดจีน
call level up china
  • facebook level up china
  • line level up china

บริษัท เลเวลอัพ โฮลดิ้ง จำกัด ​ I  สวนเพลิน มาร์เก็ต ชั้น 3 3654 ถนนพระรามที่ 4 คลองตัน คลองเตย กทม 10110